Tuesday, September 26, 2006

Hooponopono : บำบัดธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

The World's Most Unusual Therapist
โจ วิเทล เขียน
ป้าส้มแปล
25 กย 49 : อ่านไป แปลไป สบายใจ
แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่หมอบุ๋ยส่งมา ขอบคุณหมอบุ๋ยมากที่แบ่งปันเรื่องดี ๆ มาให้อ่านอยู่เสมอ

...............

เมื่อสองปีก่อน ผมได้ยินเรื่องของจิตแพทย์ในฮาวายคนหนึ่ง ซึ่งทำการรักษาให้กับคนไข้อาชญากรโรคจิต โดยที่เขาไม่เคยพบหน้าค่าตากับคนไข้เหล่านั้นเลย เขาใช้วิธีตรวจสอบแฟ้มประวัติของคนไข้ที่ส่งมาจากเรือนจำ จากนั้นก็เพ่งเข้าไปด้านในของตัวเอง เพื่อค้นหาว่าตัวเขาเองนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของคนไข้อย่างไรบ้าง เมื่อเขาค้นพบสิ่งที่ต้องแก้ไขและเยียวยาภายในตัวเองได้ คนไข้คนนั้นก็จะได้รับการบำบัดเยียวยาไปด้วย

ครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันคงเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของท้องถิ่น มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ใครจะรักษาคนอื่นด้วยการรักษาตัวเอง ยิ่งกว่านั้นมันคงเป็นไปไม่ได้แน่ ในการที่หมอจะบำบัดตัวเองแล้วผู้ป่วยอาชญากรจะได้รับการบำบัดไปด้วยตอนนั้นผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไรนัก เพราะมันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลและฟังไม่ขึ้นจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ผมได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งในปีถัดมา ผมได้ยินว่ากระบวนการบำบัดแบบฮาวายนี้เรียกว่า “ฮูปโปโนโปโน” ซึ่งผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่คราวนี้ผมไม่สามารถที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านหูไปเฉย ๆ ก็ถ้าหากว่าเรื่องนี้เป็นความจริง ผมก็อยากจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้

ผมเข้าใจมาตลอดเวลาว่า “ความรับผิดชอบอย่างแท้จริง” ก็คือการที่ผมจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ผมคิดและกระทำเท่านั้น นอกเหนือจากนี้แล้วมันก็ย่อมจะอยู่เหนือความรับผิดชอบของผมทั้งสิ้น ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงคิดถึงเรื่องความรับผิดชอบในแบบเดียวกับผมนี่แหละ เรารับผิดชอบเฉพาะในสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นทำ แต่จิตแพทย์ฮาวายคนนี้ได้สอนให้ผมเกิดมุมมองและทัศนคติใหม่เกี่ยวกับ ”ความรับผิดชอบที่แท้จริง”

จิตแพทย์คนนี้ชื่อ ดร. Ihaleakala Hew Len ผมได้คุยกับหมอเลนครั้งแรกทางโทรศัพท์ เราคุยกันร่วมชั่วโมง ผมขอให้เขาเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับการบำบัดของเขาอย่างละเอียดหมอเลนเล่าว่าเขาทำงานอยู่ที่ รพ.รัฐฮาวายมา 4 ปีแล้ว แผนกที่รักษาผู้ป่วยอาชญากรโรคจิตนั้นมีอันตรายมาก จิตแพทย์ส่วนใหญ่ทำงานไม่ถึงเดือนก็ลาออก พนักงานก็มักจะป่วยและลาออกเช่นกัน เวลาใครเดินผ่านตึกผู้ป่วยตึกนี้ ต้องเดินเอาหลังหันเข้ากำแพง เพราะกลัวว่าจะถูกคนไข้ทำลายเอา มันไม่ใช่สถานที่ที่ใครอยากจะเข้าไปอยู่ ไปทำงานหรือแม้แต่ไปเยี่ยมเยียนเอาเสียเลย

หมอเลนบอกผมว่าเขาไม่เคยพบหน้าคนไข้เลย เขาใช้สำนักงานในการตรวจสอบแฟ้มคนไข้ที่ส่งมาจากเรือนจำ ขณะที่เขาพิจารณาแฟ้มเหล่านั้น เขาจะทำงานกับตัวเอง และเมื่อเขาทำงานกับด้านในของตัวเอง คนไข้ก็จะเริ่มได้รับการบำบัดไปด้วยแล้ว

เขาเล่าต่อว่า “เมื่อผ่านไปสองสามเดือน คนไข้ที่เคยถูกใส่โซ่ตรวน ก็เริ่มได้รับการอนุญาตให้เดินไปไหนมาไหนได้อิสระ และคนไข้รายที่ต้องให้ยาอย่างหนักก็ได้รับการลดยาลง ส่วนในรายที่ไม่เคยมีโอกาสได้ถูกปลดปล่อยเลยก็ได้อิสรภาพมากขึ้น”

ผมฟังอย่างตื่นเต้น

"ไม่เพียงเท่านั้นนะ” หมอเลนเล่าต่อ “พวกพนักงานยังกลับทำงานอย่างมีความสุขขึ้น ไม่มีใครหนีงานและลาออกอีก ในที่สุดเรามีพนักงานมากกว่าความต้องการเสียอีก เพราะว่าคนไข้ได้รับการปลดปล่อยมากขึ้น วันนี้แผนกของเราปิด เพราะพนักงานทั้งหมดออกไปสาธิตวิธีทำงาน”

ผมยิงคำถามสำคัญ “คุณทำอะไรกับด้านในของตัวเอง ที่เป็นเหตุให้ผู้ป่วยได้รับการบำบัดและเกิดความเปลี่ยนแปลง ?”

“ผมก็เพียงแค่เยียวยาในส่วนที่ผมเกี่ยวข้องกับการป่วยของคนเหล่านั้น” หมอเลนตอบ

“ผมยังไม่เข้าใจ”

หมอเลนขยายความว่า “ความรับผิดชอบที่แท้จริงของชีวิต” นั้นครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณ พูดง่าย ๆ ว่า ก็เพราะทุกๆการรับรู้ของคุณมันสัมพันธ์กับชีวิตของคุณอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นมันจึงย่อมเป็นความรับผิดชอบของคุณโดยตรง พูดอีกนัยหนึ่งคือ โลกภายนอกทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นจากโลกด้านในของตัวคุณเอง

วู้ ! นี่เป็นอะไรที่เข้าใจยากจริงๆ การรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวผมพูดหรือทำนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง การต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทุกคนในชีวิตของผมพูดหรือทำนั้นก็น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนี้ เมื่อคุณพูดถึงความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อชีวิตของคุณ เมื่อนั้นทุกสิ่งที่คุณเห็น ได้ยิน ลิ้มรส สัมผัส และประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณได้รับ ล้วนเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของคุณ เพราะว่าทั้งหมดนั้นมันคือชีวิตของคุณ

ซึ่งย่อมหมายความว่าการกระทำของผู้ก่อการร้าย ของประธานาธิบดี หรือภาวะเศรษฐกิจ ทุกสิ่งที่คุณรับรู้และไม่ชอบมัน ล้วนเกิดขึ้นจากความป่วยของคุณด้วย ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ดำรงอยู่ พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ได้เป็นหรือมีอะไรเลย นอกจากภาพที่ฉายจากภายในของตัวคุณเองเท่านั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกเขาข้างนอก แต่มันอยู่ที่ตัวคุณต่างหาก ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนพวกเขา ก็ต้องเปลี่ยนจากด้านในของตัวคุณเองก่อน

ผมรู้ดีว่านี่เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ แต่ขอเพียงแค่เปิดใจยอมรับและอยู่กับมัน การตำหนิกล่าวโทษและโยนความผิดนั้นทำง่ายกว่าความรับผิดชอบมากมายนัก การได้พูดคุยกับหมอเลน ทำให้ผมเริ่มตระหนักได้ว่า การบำบัดแบบ "ฮูปโปโนโปโน"นั้นที่แท้ก็หมายถึงการรักตัวเองนั่นเอง ถ้าคุณต้องการปรับปรุงหรือแก้ไขชีวิตของตัวเอง คุณก็ต้องเยียวยาตัวเอง และถ้าคุณต้องการรักษาใครก็ตาม แม้แต่ผู้ป่วยอาชญากรโรคจิต คุณก็ต้องรักษาเขาด้วยการเยียวยาตัวคุณเองก่อนเช่นกัน

ผมถามหมอเลนต่อว่า เขาเริ่มต้นเยียวยาตัวเองอย่างไร และเขาทำอะไรบ้างในขณะที่เขากำลังตรวจดูแฟ้มคนไข้เหล่านั้น

“ผมเพียงแค่พูดว่า “ผมขอโทษ” และ “ผมรักคุณ” ซ้ำหลาย ๆครั้ง” หมอเลนกล่าว

เท่านั้นเองหรือครับ ?

“ครับ เท่านั้นเอง”

การกลับมารักตัวเองคือวิธีที่ดีและได้ผลที่สุดในการเยียวยา เมื่อใดที่คุณเยียวยาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณก็ได้เปลี่ยนแปลงและเยียวยาโลกด้วย ผมจะเล่าตัวอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ที่เจอกับตัวเองเกี่ยวกับผลของกระบวนการบำบัดนี้ได้วันหนึ่ง ผมได้รับอีเมล์ที่ทำให้ผมอารมณ์เสียมาก นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงจะโต้ตอบกลับไปด้วยความโกรธ หรือไม่ก็พยายามถามหาเหตุผลกับคนที่ส่งเมล์หยาบคายนั้นมาให้ผม แต่ครั้งนี้ผมตัดสินใจทดลองวิธีการของหมอเลนดู ผมพูดกับตัวเองเงียบ ๆ ว่า “ผมขอโทษ” และ “ผมรักคุณ” ผมไม่ได้พูดกับใครเป็นเฉพาะเจาะจง ผมเพียงแค่ปลุกวิญญาณแห่งความรักขึ้นมาเยียวยาตัวเอง ซึ่งตัวผมเองนี่แหละที่มีส่วนในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาด้วย

ไม่ถึงชั่วโมง ผมก็ได้รับอีเมล์อีกฉบับจากบุคคลคนเดิม เขาเขียนมาขอโทษสำหรับข้อความหยาบคายที่ส่งมาก่อนหน้านี้ คุณอย่าลืมว่าผมไม่ได้ปฏิบัติอะไรด้านนอกเพื่อให้เกิดการขอโทษนั้นเลยนะ ไม่ได้แม้แต่เขียนข้อความกลับไปหาเขา ผมเพียงแค่เพ่งมองเข้าไปด้านในและพูดกับตัวเองว่า “ผมรักคุณ” เท่านั้นผมก็ได้เยียวยาอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในตัวเอง ที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุต่อการกระทำของเขาด้วย

ผมถามหมอเลนว่า “หนังสือที่วางขายและผลตอบรับจากข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างครับ ? ”

“มันไม่ได้อยู่ที่ข้างนอก มันอยู่ในตัวคุณ” คำตอบของหมอเลนทำให้จิตใจของผมกระทบกับปัญญาอันลึกซึ้งของเขาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยคำพูดสั้น ๆ ว่า “มันไม่ได้อยู่ข้างนอก”

คุณอาจจะต้องอ่านหนังสือของหมอเลนทั้งเล่มเพื่อให้เข้าใจเทคนิคบำบัดแบบฮูปโปโนโปโนทั้งหมดอย่างลึกซึ่ง แต่มันก็เพียงพอที่ผมจะพูดสั้น ๆ ว่า เมื่อไรที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรก็ตามในชีวิตของคุณ มันมีเพียงตำแหน่งเดียวที่คุณต้องเฝ้ามอง นั่นคือ “ภายในตัวคุณเอง” และในขณะที่คุณเฝ้ามอง ให้มองด้วย"ความรัก"

............

คำพูดของดร.เลน :

“ถ้าคุณต้องการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม ให้กลับมาจัดการที่ตัวเอง”

“ฮูปโปโนโปโน นั้นเรียบง่ายมาก ภูมิปัญญาโบราณของชาวฮาวายบอกว่า ทุกปัญหาล้วนเริ่มต้นมาจากความคิด แต่ตัวความคิดเองไม่ใช่ปัญหา แล้วอะไรเล่าคือตัวปัญหา

“ปัญหา”ก็คือ ความคิดทั้งหมดของเราที่ดูดซับเอาความทรงจำที่เจ็บปวด ความจำเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ และความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆลำพังการใช้สติปัญญาไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะว่าความฉลาดทำงานได้แค่ระดับการจัดการ และการจัดการไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา คุณต้องปล่อยให้ความคิดในการพยายามจัดการนั้นผ่านเลยไป

สิ่งที่เกิดขึ้นขณะที่คุณทำฮูปโปโนโปโน คือการเปิดโอกาสให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ปลดปล่อยและชำระล้างความทรงจำและความคิดที่เจ็บปวด คุณไม่ได้ชำระล้างบุคคล สถานที่หรือเหตุการณ์ แต่คุณกำลังถอนพิษของพลังงานที่คุณมีส่วนร่วมก่อกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์เหล่านั้น ดังนั้นขั้นตอนแรกทีสุดของฮูปโปโนโปโน คือการชำระพลังงานเหล่านั้นให้บริสุทธิ์ก่อน

จากนั้นความมหัศจรรย์บางอย่างจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานลบเหล่านั้นจะได้ถูกชำระล้างเท่านั้น แต่มันยังได้รับการปลดปล่อยเพื่อไปสู่สิ่งใหม่อีกด้วย พระพุทธเจ้าเรียกสภาวะนี้ว่า“ความว่าง” ขั้นตอนสุดท้ายของฮูปโปโนโปโน คือการยินยอมให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเติมเต็มความว่างนั้นด้วยแสงสว่าง

การปฏิบัติฮูปโปโนโปโนนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียง“การเฝ้าสังเกต”ทุกปัญหาที่คุณประสบไม่ว่าจะทางกายภาพ ทางความคิด หรือทางอารมณ์ ในขณะที่คุณเฝ้าสังเกตอยู่นั้น ความรับผิดชอบที่แท้จริงของคุณคือการชำระล้างพลังงานเหล่านั้น ด้วยการพูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันขอโทษ โปรดยกโทษให้ฉันด้วย”

http://hooponopono.org/Articles/self_i-dentity.html

.....................................

Monday, September 25, 2006

ยินเสียงมนัสได้ด้วยลมหายใจ


จดหมายชุมชนฉบับนี้ ขออาศัยบรรยากาศปีใหม่จีน
คัดลอกคัมภีร์จีน พร้อมทั้ง(ฝึก)แปลและตีความมาให้เพื่อน ๆ อ่าน


บทนี้คัดมาจากเทศนาธรรมของจีน ชื่อแปลตามตัวอักษรว่า
เทีย(ฟัง,ได้ยิน) ซิง(ใจ) แจ(ศีล,ธรรม) แขะ(ผู้มาเยือน) มึ่ง(คำถาม)

..นี่เทียบเสียงแต้จิ๋ว..
เสียงจีนกลาง อ่านว่า ทิงซินไจเค่อเวิ่น

ลองแปลเป็นไทย : "ปุจฉาธรรมกับผู้มาเยือน เรื่องยินเสียงมนัส"

เป็นท่อนที่เปรียบเทียบการหายใจของคนเราว่าเหมือนกับชี่ของฟ้าและชี่ของดิน
ขณะที่เราหายใจเข้า เราดึงชี่เข้าด้านใน
ลมหายใจเข้าเปรียบเหมือนชี่สวรรค์หรือชี่ฟ้าที่เคลื่อนลงต่ำ
และเมื่อเราหายใจออก ลมหายใจออกเปรียบเหมือนชี่ของดินที่ลอยขึ้นบน

อุปมามนุษย์เราก็คือจักรวาลน้อย ผู้อยู่ระหว่างฟ้ากับดิน
ผู้ดำรงอยู่ด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
ฟ้ากับดิน ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
ย่อมปราศจากช่องว่างที่แยกขาด
มีแต่ความไหลเลื่อนต่อเนื่องดำเนินไป

ดังนั้น หากต้องการบูชาสวรรค์ จงใส่ใจพิจารณาลมหายใจเข้า
หากต้องการกราบไหว้ดิน จงใส่ใจพิจารณาลมหายใจออก

เมื่อลมหายใจเป็นหนึ่ง สวรรค์และดินย่อมเป็นหนึ่ง
เมื่อนั้น เราผู้อยู่ระหว่างฟ้าและดิน จึงย่อมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลทั้งหมด.....

คัมภีร์นี้กล่าวว่า ลมหายใจเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถฟังเสียงของจิตได้ชัดเจน

............................

ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคน หยู่อี่ หยู่อี่
ครูส้ม (สมพร อมรรัตนเสรีกุล)
๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
เชียงราย

Monday, August 28, 2006

ประชุมแบบ Unlearn : ได้แบบไม่ได้


บทความเรื่อง "ประชุมแบบ Unlearn :ได้แบบไม่ได้"
สมพร พึ่งอุดม (แม่ส้ม)
24 มีนาคม 2548

ความท้าทายในการทำงานทุกวันนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จหรือความร่ำรวย ของคนใดคนหนึ่งในระดับปัจเจก แต่น่าจะเป็นความสำเร็จของกลุ่มซึ่งสามารถขยายออกไปเป็นความสำเร็จของสังคมได้ด้วย

ที่จังหวัดเชียงรายมีผู้ปกครองจากหลายอาชีพมารวมตัวกันกลุ่มหนึ่ง ก่อตั้งโรงเรียนทางเลือกขึ้นมา ชื่อว่า "โรงเรียนปิติศึกษา(เชียงรายมอนเตสซอรี่)" สำหรับผู้เขียนแล้ว การจัดการศึกษาทางเลือกไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่น่าตื่นเต้นพอที่อยากจะพูดถึงในที่นี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือบรรยากาศการประชุมของคณะกรรมการโรงเรียน ซึ่งได้นำเอาการสนทนาอย่างสร้างสรรค์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุม ดูเผิน ๆ อาจจะเหมือนว่าไม่มีสาระและวาระการประชุมที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม แต่ในระดับความสัมพันธ์เชิงลึก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการทำงานร่วมกัน กลับได้ผลมากกว่าที่คิด เพราะทำให้เกิดความเข้าใจกันและไว้วางใจกันมากขึ้น ทำให้ทำงานง่ายขึ้น สบายใจขึ้น สนุกและมีความสุขขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ต่างคนต่างมาจากคนละสายอาชีพด้วยแล้ว การประชุมแบบนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ผู้เขียนในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง อดที่จะนำมาเผยแพร่ไม่ได้ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้างออกไป

ก่อนอื่นขอแนะนำคณะกรรมการโรงเรียนปิติศึกษาที่เข้าร่วมสนทนาแบบอันเลิร์นในครั้งนี้ (24 มีนาคม 2548) ประกอบด้วย คุณพัฒนา สิทธิสมบัติ (ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงรายคนปัจจุบัน) พญ.สุษมา อุปรา (หมอบุ๋ย - ประธานมูลนิธิปิติศึกษา) คุณอนันต์ เหล่าธรรมทัศน์ (เจ้าของธุรกิจและผู้ปกครอง) คุณสมพร พึ่งอุดม (แม่ส้ม – นักการศึกษา,นักเขียน) คุณปิยนุช ชัชวรัตน์ (ครูอ้อย - ประธานชมรมออทิสทิกเชียงรายและผู้จัดการโรงเรียนปิติศึกษา) และคุณชมพู (เจ้าของธุรกิจจักรยาน Fat Free)

แม่ส้ม : สืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว หมอบุ๋ยอ้างถึงประโยคลือลั่นของอัลวิน ทอฟเลอร์ ที่ว่า “The illiterate of the 21st century will not be those who cannot read and write, but those who cannot learn, unlearn, and relearn.” ทำให้อยากเปิดการประชุมวันนี้ด้วยการชวนทุกคนมาร่วมกันสืบค้นการทำงานแบบ Unlearn กันดีไหมคะ

หมอบุ๋ย : อันเลิร์น คงไม่ได้แปลว่า“ไม่เรียน”นะคะ

คุณพัฒนา : น่าจะแปลว่า“ถอดถอนหรือรื้อถอน”

หมอบุ๋ย : ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับ“การรับรู้”ซินะ

แม่ส้ม : นึกถึงอีกหลายคำ เช่น “สลัด ลอกทิ้ง ปล่อยวาง“

คุณอนันต์ : unlearn ศัพท์คำนี้มีในพจนานุกรมไหม จะมาจากศัพท์ unroot หรือ root out หรือเปล่า แบบแปลว่า “ถอนรากถอนโคน” เช่นถ้ารู้ว่าอะไรที่เรียนมา แล้วมันไม่ถูกต้องหรือใช้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องขุดถอนรากถอนโคนความรู้ชุดนั้นออกไป

หมอบุ๋ย : ถ้าอันเลิร์น คือการลอกความรู้ชุดเก่าทิ้งไป แล้วความรู้เก่าที่ยังใช้ได้อยู่ละคะ

คุณพัฒนา : ผมเห็นว่าการถอดความรู้ชุดเก่าออก มี ๒ ระดับ คือ
1. ระดับปัจเจก - แต่ละคน unlearn ในวิถีทางของตัวเอง ไม่มีผิด ไม่มีถูก เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล การเปลี่ยนแปลงก็อยู่ในตัวของคน ๆ นั้นเอง
2. ระดับกลุ่ม – คงต้อง unlearn ในเรื่องที่ทุกคนในกลุ่มเห็นพ้องต้องกัน ถึงต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อย ๆ แบบการใช้วงจร SECI จึงจะเป็นกลุ่มคุณภาพที่สามารถขยายองค์ความรู้ให้กว้างออกไป จากกลุ่มสู่ชุมชน จากชุมชนสู่ระดับเมืองและประเทศ อันเลิร์น จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา

ครูอ้อย : การอันเลิร์น คงไม่ได้หมายความว่า เราจะถอดหรือละทิ้งความรู้ชุดเก่าทั้งหมดตลอดเวลา แต่น่าจะเป็นการถอดวางความรู้เก่าบางชุด ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ณ เวลาใด เวลาหนึ่งมากกว่านะคะ

หมอบุ๋ย : ใช่แล้ว คงไม่ได้อันเลิร์นตลอดเวลา น่าจะเป็นการใช้กระบวนการอันเลิร์นในช่วงเวลาที่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เหมือนแก้วที่มีน้ำเต็มแก้ว ก็เติมน้ำใหม่ไม่ได้ ต้องเทน้ำเก่าออกไปก่อน


คุณพัฒนา : ผมมองว่าอันเลิร์น เป็นเครื่องมือใหม่ในการจัดการกับความรู้ แต่ทั้งนี้จะอันเลิร์นได้ ต้องมี“สติ”และ“การระลึกได้”ด้วย ต้องสร้างกลุ่มแลกเปลี่ยน ตัวอันเลิร์นเองไม่ใช่เป็น“เป้าหมาย”แต่มันเป็น“กระบวนการ”

แม่ส้ม : อืม เห็นด้วยค่ะว่าอันเลิร์นเป็น “ระหว่างทาง”ไม่ใช่“ปลายทาง” นี่ทำให้คิดโยงไปถึงเรื่อง COP (Community of Practice) หรือ“ชุนชนนักปฏิบัติการ” ว่าความสำคัญในการสร้างกลุ่มเรียนรู้ นอกจากทำกลุ่มของตัวเองให้มีนิสัยเอาความรู้ไปปฏิบัติจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่คิดหรือมาถกกันทางความคิดเท่านั้น แล้วยังต้องสร้างสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกลุ่มชุมชนอื่นด้วย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเป็นลูกโซ่ ทั้งกับกลุ่มใกล้และไกล ทำให้ “วงจรความรู้”มีการต่อยอด แปลงกาย สลับร่าง และย้อนกลับมาอีกเป็นพลวัต

คุณพัฒนา : เรื่องความไม่สามารถจะอันเลิร์นได้นี่สิครับ เป็นอุปสรรคหนึ่งของการเชื่อมโยงกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ หรือ COP เพราะมันมีความรู้บางชุดที่เป็นกรอบ เป็นกำแพง ทำให้คนเราติดยึด มีอัตตา ใจแคบ และปิดกั้นตัวเอง

หมอบุ๋ย : แล้วเราควรจะอันเลิร์นความรู้ชุดไหนบ้างละคะ ความรู้ด้านวิชาการ หรือความรู้ในการใช้ชีวิต

แม่ส้ม : เอ..คงแยกไม่ได้กระมัง ระหว่างความรู้ทางวิชาการหรืออาชีพ กับความรู้เรื่องชีวิต

หมอบุ๋ย : นั่นสิ เมื่อก่อนตอนอายุยังน้อย เราก็มีชุดคิดอันหนึ่ง มองโลกมุมหนึ่ง แต่พออายุมากขึ้น มุมมองก็เปลี่ยนไป ชุดความรู้ที่ก่อให้เกิดทัศนคติในการมองโลกมองชีวิตมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานะคะ

แม่ส้ม : ค่ะ การประชุมกันอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นการปรับมุมมองชีวิตด้วยทางหนึ่ง ไม่มีวาระการประชุม ไม่มีแบบแผน ไม่มีการสรุป ไม่มีการตัดสินความคิดของกันและกัน นับว่าท้าทายต่อความเคยชินในการประชุมแบบเก่าอยู่เหมือนกันนะคะ

คุณอนันต์ : แต่ผมคิดว่าการประชุมแบบนี้ ได้งานมากกว่าการประชุมตามแบบแผนนะครับ

ครูอ้อย : ดิฉันว่าการประชุมแบบนี้รู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นกว่าการประชุมอย่างเป็นทางการ

แม่ส้ม : ในฐานะที่ครูอ้อยทำงานบริหารโรงเรียน อยากถามว่าการประชุมไร้วาระแบบนี้จำเป็นมากน้อยแค่ไหนคะ

ครูอ้อย : คิดว่าจำเป็นมากนะคะ เพราะได้แชร์ความคิดและความรู้สึกกันจริง ๆ การมีเพื่อนร่วมรับรู้ แม้จะไม่ได้เข้ามาช่วยในเนื้องานตามหน้าที่ แต่ก็ทำให้อบอุ่น รู้สึกปลอดภัย และมีกำลังใจมากขึ้นค่ะ

แม่ส้ม : ดูเหมือนพวกเรายังไม่เคยคุยกันเรื่อง core value ของการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเลยใช่ไหม น่าจะคุยเรื่องนี้กันสักวันเพื่อหา”หลัก”ร่วมกันนะคะ

หมอบุ๋ย : เหมือน“หลัก”การบินของนก 3 ข้อใช่ไหม คือ 1.) ระวังไม่ให้ชนกัน 2.)รักษาความเร็วให้เท่ากับตัวอื่น และ 3.)พยายามเกาะกลุ่มกันไว้

แม่ส้ม : ถ้าอย่างนั้นลองมาดูกันดีไหมว่า “สาเหตุของการบินชนกัน เกิดจากอะไรบ้าง ?”

คุณอนันต์ : ผมว่าเกิดจาก“การสื่อสาร”นะครับ การสื่อสารนี่ไม่ใช่แค่ communicate กันแล้วจบ แต่ปัญหามักจะเกิดจากการ”สื่อผิด”หรือ "สื่อไม่เป็น" ฝ่ายคนรับก็รับผิดๆ หรือฟังไม่เป็น ตีความผิด มันก็เลยนำไปสู่ “ความเข้าใจผิด”และ”ปัญหา”ไม่รู้จบ

แม่ส้ม : อาการอะไรบ้างคะ ที่เป็นสัญญาณบอกว่า ในทีมเริ่มมีการชนกันแล้ว หรือเริ่มสื่อสารกันผิดแล้ว

ครูอ้อย : ที่เห็นชัดที่สุดคือ อาการ”เกี่ยง”ว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่รับรู้ ไม่ให้ความร่วมมือ

คุณพัฒนา : “เฉ่ย” ด้วยหรือเปล่า

แม่ส้ม : อะไรคือ”เฉ่ย”น่ะ

ครูอ้อย : คำพื้นเมืองทางเหนือออกเสียง“เฉื่อย”ว่า”เฉ่ย”ค่ะ

แม่ส้ม : อ้อ ..ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการเกี่ยง อิกนอร์ และเฉ่ย มาจากไหน

ครูอ้อย : สาเหตุแรกคือ คนในองค์กรขาดโอกาสที่จะแชร์ความรู้สึกกัน ไม่ได้สื่อสารกันในเชิงลึก ทำให้ขาด”ใจ” คนเราส่วนมากทำงานได้ดีเพราะมี“ใจ”ให้กันค่ะ

แม่ส้ม : เหมือนนกที่ต้องเกาะกลุ่มกันเดินทางไกล คงต้องส่งสัญญาณสื่อสารกันตลอดเวลากระมัง เอ….แล้วถ้านกที่เป็นจ่าฝูงเกิดเหนื่อยขึ้นมา มีนกตัวอื่นมาสลับสับเปลี่ยนหรือเปล่านะ

คุณพัฒนา : มีครับ ถ้าใครชอบดูสารคดีชีวิตสัตว์จะรู้ว่า ฝูงนกนี่เวลาบิน เขาจะมีการจัดระเบียบ จัดแบ่งหน้าที่ และวางตำแหน่งการบินกันอย่างดีนะครับ

คุณชมพู : เหมือนขบวนจักรยานเสือภูเขาเลยค่ะ ต้องรักษาความเร็ว และตำแหน่งให้ดี ไม่ให้ชนกันหรือเกี่ยวกัน

คุณอนันต์ : นกแต่ละตัว มันรู้หน้าที่ของมันได้ยังไง นกที่อยู่หัวขบวน กับนกที่อยู่ปีกซ้ายและปีกขวา คงต้องออกแรงมากกว่านกตัวที่อยู่ตรงกลางนะ

คุณชมพู : ในขบวนเสือภูเขา จักรยานคันแรกจะช่วยลดแรงต้านให้กับคันหลัง ๆ ถ้ารักษาระดับให้ดี ๆ คนที่อยู่ข้างหลังจะไม่เหนื่อยเลย ถีบไปสบาย ๆ มันจะมีแรงดูดไปตามขบวนเอง

หมอบุ๋ย : ขอทบทวนความรู้เก่าหน่อยนะค่ะ แรงที่คุณชมพูพูดถึงนี่เรียกว่า “กำทอน” ค่ะ

แม่ส้ม : หมายความว่า ในทีมหนึ่ง นอกจากการแชร์ความรู้ แชร์ความรู้สึกแล้ว ยังต้องมาแชร์ศักยภาพกันด้วย ใช่หรือเปล่า

คุณอนันต์ : นั่นสิครับ เส้นทางบินของนกบางกลุ่มนี่ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย บินกันทีหลายพันกิโลเมตร ถ้าไม่แบ่งหน้าที่กันให้ดี คงไม่ไม่ถึงที่หมาย นกแต่ละตัวจึงต้องรู้“ศักยภาพ”ของตนเอง และกลุ่มก็ต้องรู้ “ศักยภาพ”ของกันและกันด้วย

คุณพัฒนา : ถือว่าต้องมี”การรับรู้”ร่วมกัน เพื่อไปทิศทางเดียวกันให้ถึงเป้าหมาย

แม่ส้ม : ถ้านกตัวหนึ่งอยากไปทางซ้าย อีกตัวอยากไปทางขวา กลุ่มคงวุ่นวายพิลึก

คุณอนันต์ : นึกถึง“ความสามัคคี”นะ

คุณพัฒนา : การเรียนรู้“กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติการ”(COP)แบบนี้ ผมว่าจะช่วยทำให้คนเรามีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ทำให้อยากช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และอาทรห่วงใยกัน จากภายในกลุ่มขยายออกไปนอกกลุ่ม ถ้ายิ่งขยายออกเป็นวงกว้างเหมือนระลอกคลื่นได้นี่ยิ่งดีนะครับ

แม่ส้ม : พอจะจับประเด็นได้แล้วว่า ถ้าแชร์”ความรู้สึก”กันก็จะไม่ชนกัน
เมื่อแชร์”ความรู้”กันก็จะบินตามกันทัน และเมื่อแชร์”ศักยภาพ”กันก็จะทำให้เกิดพลังกลุ่มหรือแรง”กำทอน”ขึ้นมา แต่เอ๊ะ...แล้วถ้ามีนกตัวใดตัวหนึ่งเกิดป่วยขึ้นมา กลุ่มจะทำยังไง จะทิ้งนกป่วยตัวนั้นไว้ หรือจะหยุดพักเพื่อรักษา

ครูอ้อย : เมื่อมีนกตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติขึ้นมา นกทั้งหมดจะจัดรูปขบวนใหม่ เคยเห็นไหมคะ เวลานกบินกันเป็นฝูง มันจะจัดขบวนใหม่เป็นระยะ นกป่วยสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเข้าไปอยู่ตรงกลาง ซึ่งจะมีแรงพยุงจากนกตัวอื่น ทำให้นกป่วยไม่ต้องออกแรงมาก และจะไม่มีการกำจัดกันทิ้งด้วยนะคะ

แม่ส้ม : ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าหากเรายึดค่านิยมแบบพลังนก เราก็จะไม่ทิ้งหรือกำจัดเพื่อนที่ป่วย ใช่ไหม

คุณพัฒนา : ถ้าป่วยหลายตัวล่ะ จะหยุดพักก่อน หรือชลอความเร็วไหม

หมอบุ๋ย : ขอนอกเรื่องนิดนะคะ เกิดสงสัยขึ้นมาว่าฝูงนกนี่มันทะเลาะกันบ้างหรือเปล่า

แม่ส้ม : ถามคุณชมพูดีกว่า ถ้าจักรยานคันหนึ่งไปเกี่ยวถูกอีกคัน จะเกิดอะไรขึ้น

คุณชมพู : ล้มทั้งขบวน เหมือนโดมิโน่เลยละค่ะ

แม่ส้ม : ทีนี้ถามครูอ้อยบ้าง ในการทำงานจริงที่โรงเรียน เมื่อเกิดมีการเกี่ยวโดนหรือชนกันขึ้นมา โกรธกัน ทะเลาะกันหรือเปล่าคะ

ครูอ้อย : ส่วนตัวจะไม่โกรธคนที่มาชนนะ แต่มักโทษตัวเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกว่าเรา“เป็นทีม”กันขนาดไหน ความเป็นทีมก็อย่างที่บอก คือต่างคนต่างต้องรู้สึกว่ามีคนร่วมแชร์ความคิด แชร์ความรับผิดชอบ แชร์ความปลอดภัย แม้จะไม่ได้แชร์เนื้องาน เพราะงานมันเป็นหน้าที่ของใครของมันอยู่แล้ว แต่ถ้ามีการแชร์การรับรู้กันบ่อย ๆ ทุกคนก็ทำด้วยใจทั้งนั้น ไม่ได้ทำเพียงแค่ตามหน้าที่

คุณพัฒนา : ถ้าอย่างนั้น เรายอมรับได้ไหมว่า คนเก่งหรือไม่เก่ง เมื่อมาอยู่กันเป็นทีมแล้ว ทุกคนสำคัญเท่ากันหมด

ครูอ้อย : ใช่ค่ะ ทุกคนเป็นฉากสะท้อนให้คนอื่นเสมอ เช่นสีดำทำให้สีขาวสว่างขึ้น คนไม่เก่งเป็นฉากหลังทำให้คนเก่งดูเก่งยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริง คนแต่ละคนมีความสามารถต่างกัน คนเก่งถ้าไปทำงานผิดตำแหน่ง ก็อาจกลายเป็นคนไม่เก่งไปได้ค่ะ

คุณอนันต์ : ผมคิดว่าหนทางที่ต้องบินมันยังอีกไกล เป้าหมายก็ไกล นกทั้งฝูงต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของหมู่คณะด้วย อีกทั้งทรัพยากรก็มีจำกัด จึงต้องรักษาดูแลกันและกันให้ดีตลอดเส้นทาง ถ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดไม่ทำตามหน้าที่ของตนให้เต็มที่ ก็อาจจะตายกันทั้งฝูงได้เหมือนกันนะครับ

แม่ส้ม : เหมือนทั้งหมดมี”วิญญาณดวงเดียวกัน”ใช่ไหมคะ

คุณพัฒนา : ผมขอเรียกว่าเป็น”จุดมุ่งหมายหมู่”

คุณชมพู : คิดว่าต้อง”ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม”ค่ะ

หมอบุ๋ย : นึกถึง”คลื่นพลัง” เป็นคลื่นที่มองไม่เห็น แต่มีพลังมหาศาล

ครูอ้อย : ยังย้ำว่า”นกทุกตัว”สำคัญหมดค่ะ

……………

บันทึกท้ายการประชุมไร้วาระ
Webster - Unlearn : to put out of one's knowledge or memory / to undo the effect of / discard the habit of


..........



Sunday, March 20, 2005

KM & กรรมกรปิติศึกษา ๑๓ มีค ๔๘

......

หลังจากการประชุม (หรือควรตั้งชื่ออื่นแทนคำว่า "ประชุม" เอาว่า "สุมหัว" ไปพลางก่อนก็แล้วกัน)

เริ่มต้นใหม่..


หลังจากการสุมหัวกันของคณะกรรมกรโรงเรียนและมูลนิธิปิติศึกษา ที่บ้านคุณพัฒนา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ มีนาคม ๔๘ ทำให้มีเศษกระดาษติดกระเป๋ากลับบ้านมา ๑ แผ่น เช้านี้คลี่ออกดู ตกใจนึกว่าเป็นใบทวงค่าเทอมของใบคา แต่บังเอิญไม่ใช่ กลับกลายเป็น Explicit Knowledge ใบหนึ่งที่คุณบุ๋ยทำสำเนามาแจก

เอาละ ! ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ทำหน้าที่เลขามูลนิธิปิติศึกษา ด้วยการเอามะพร้าวห้าวมาขายก็แล้วกัน

เอาน่า ! (ไม่ใช่ เอาหน้า) บางอย่างบางคนรู้แล้ว บางอย่างบางคนยังไม่รู้ บางอย่างเรารู้ บางอย่างเราไม่รู้ บางอย่างแกล้งรู้ บางอย่างก็แกล้งไม่รู้(ซะบ้าง) ดังนั้นเพื่อให้ความฝันของ "ปิติศึกษา-ชุมชนแห่งการเรียนรู้" ไปถึงฝั่ง วันนี้จึงมาแลกเปลี่ยนเรื่อง KM นิดหน่อย

KM หรือ
Knowledge Management

ดังที่ได้ทราบกันมาแล้ว ในวงการ KM แบ่งความรู้เป็น ๒ ชนิด คือ

๑ . Tacit Knowledge คือ ความรู้เฉพาะบุคคล อันประกอบด้วย ทักษะ ประสบการณ์ โดยทั้งนี้ขึ้นกับความเชื่อและการมองโลกของคน ๆ นั้น แถมยังมีใครไม่รู้ เปรียบเทียบว่า Tacit Knowledge เป็นหยิน คือเป็นด้านเงียบ อยู่ข้างใน อยู่ลึกลงไป มองไม่เห็น จับต้องได้ยาก วัดประเมินยาก เป็นนามธรรม แต่... แต่มันมีอยู่

๒ . Explicit Knowledge คือ ความรู้ที่สามารถเอาออกมา กลั่นออกมา เขียนออกมา แสดงออกมา คนอื่นรับรู้และเข้าถึงได้ง่าย เช่นความรู้จากการสอน การบรรยาย แผน คู่มือ ระเบียบ หนังสือ ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น(ต้นอะไร คงไม่ใช่มะพร้าวนะ)

เช้านี้อยากโม้เรื่อง "วงจร SECI"
(ขอเรียกว่า วัฏจักรเซกกี้ )

วงจรเซกกี้ หรือ SECI model นี้ น่าสนใจ เพราะลักษณะการประชุม เอ๊ย สุมหัวของคณะกรรมกรปิติศึกษา หลัง ๆ ที่รู้สึกว่า "หนุก" และไม่(ค่อย)เหนื่อยแม้จะนั่งกันที ๕-๖ ชั่วโมงก้นแทบแบน คงเพราะว่ามีวงจรเซกกี้เกิดขึ้น (กระมัง)

วงจรเซกกี้ หรือ SECI model นี้ Ikujiro Nonaka จาก ม. Hitotsubashi เป็นคนพัฒนาขึ้นมา

S
ตัวแรก คือ Socialization
E คือ Externalization
C
คือ Combination
I คือ Internalization

ขอตีความแบบเปรี้ยว ๆ (สมชื่อ)

๑ . Socialization ตัว S นี้ เราขอเรียกว่า "ส - สนทนาวิสาสะ"

"สนทนา" คือ
พูดกัน คุยกัน หาลือกัน
"วิสาสะ"คือ สร้างความคุ้นเคย เพิ่มความสนิทสนม และเป็นกันเอง

บรรยาการของ "ส-สนทนาวิสาสะ" จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน Tacit Knowledge ของคนในองค์กรอย่างเป็นธรรมชาติ โดยทั่วไปเมื่อคนเรามาเม้าท์กัน มันก็ย่อมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอยู่แล้ว แต่ข่าวสารนั้นจะมีประโยชน์ในระดับบุคคล และระดับชุมชนหรือเปล่า นี่เราคงได้เม้าท์กันในการสุมหัวครั้งต่อไป

......

ตัวที่ ๒ ตัว "E" Externalization ตัวนี้แปลเป็นไทยว่าอะไรดี "อ -เอาออกมา" ดีไหม

"อ-เอาออกมา" เอาอะไรออกมา ?

หลังจากที่คนในชุมชนมีการสนทนาวิสาสะกัน ต่างได้แลกเปลี่ยน Tacit Knowledge ของกันและกันแล้ว แต่ความรู้ที่ต่างฝ่ายต่างให้และรับ ก็ยังคงเป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละคน ทีนี้จะทำอย่างไรให้คนอื่น ๆ ได้ประโยชน์จากความรู้นั้นบ้าง นี่ละมาถึง กระบวนการ "อ.เอาออกมา"

สังเกตเห็นว่าคุณบุ๋ย (ประธาน) ชวนใครมาสุมหัวทีไร เธอจะต้องมีกระดานและกระดาษอยู่ข้างกายเสมอ ที่คุณบุ๋ยทำนั้นคือการดึงเอา Tacit Knowledge ของกรรมกรทุกคนที่เข้าสุมหัวออกมา เอาสิ่งที่เป็นความรู้-ความคิด-ตลอดจนความรู้สึกของแต่ละคน ซึ่งเป็นนามธรรม เขียนลงไปบนกระดาน เรียบเรียงให้เป็นระบบ กลั่นออกมาเป็นแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการ "อ.Externalization เอาออกมา"

......

ตัวที่ ๓ C. Combination อืม..นึกออกละ ใช้คำว่า "ค-ควบ" ก็แล้วกัน

"ค.ควบ" คำว่า "ควบ" แปลว่า รวมเข้าด้วยกัน (อย่าไปแปลว่า ควบแบบควบม้าเชียว)

C-ควบ ควบอะไร ?

ในชุมชนหนึ่ง ย่อมมีวงสุมหัว และวงเม้าท์หลายวง เอาเถอะ ! ไม่ว่ากัน จะสุมหัวหรือจะเม้าท์แตกเรื่องส่วนตัว ก็ถือว่ามีการแลกเปลี่ยน-ถ่ายโอนและเรียนรู้ความรู้แบบแทซิทกันอยู่แล้ว แต่อีทีนี้ ความรู้เหล่านั้นมีหลายกลุ่ม หลายหมวด หลายประเภท กระจัดกระจายกระเจิงกันอยู่

ผู้นำชุมชนจึงทำหน้าที่ "ควบ"
คือรวมเอาความรู้ที่ผ่านกระบวนการ "Externalization หรือ เอาออกมา" แต่ยังกระจายอยู่เหล่านั้น มาควบ-มารวม-มายำ เพื่อจะได้เกิดเป็น "ความรู้อีกชุด" ชื่อเก๋ ๆ(หรือโหลๆก็ไม่รู้)ว่า "นวัตกรรมความรู้ของชุมชน"

.......

ตัวที่ ๔ I.Internalization กระบวนการนี้ขอเรียกอย่างไทย ๆ ว่า "อ.อัตตะ"

เมื่อชุมชนได้ช่วยกันสร้างความรู้ขึ้นมาชุดแล้วชุดเล่า เขียนคู่มือออกมาเล่มแล้วเล่มเล่า มีแผนยุทธศาสตร์แผ่นแล้วแผ่นเล่า แต่หากว่าคนในชุมชนไม่มีใครอิน ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ดังนั้นกระบวนการนี้ จึงหมายถึงการแปลงข้อความตัวอักษรให้เป็นทักษะประสบการณ์ เป็นการเอาความรู้ข้างนอกไปทดลองใช้จนกลายเป็นความรู้ของอัตตะ(ของตน ของตัวเอง)

ใช้ไปใช้มาจะกลายเป็น "อัตตา" หรือเปล่านั่นก็เป็นอีกโจทย์หนึ่ง แต่ไม่หรอก จะไม่เป็น "อัตตา"แน่ ถ้าหากว่าเราไม่จบกระบวนลงเพียงเท่านี้ อย่างที่บอกแล้วว่า Model นี้เป็นวงจร ดังนั้น หลังจาก Internalization เป็นอัตตศึกษาแล้ว ซึ่งหมายความว่าได้เกิด Tacit Knowledge ใหม่ภายในตัวเราอีกชุดแล้วใช่ไหม

ทีนี้ก็ต้องกลับไปเริ่มต้น S.สนทนาวิสาสะ ต่อด้วย E.เอาออกมา จากนั้น C.ควบ แล้ววนมา I.อัตตะ อีกรอบ และต่อไปอีกหลาย ๆ รอบ หากทำงานกันโดยเคลื่อนไปตามวงจรนี้ได้อย่างเสม่ำเสมอ ชุมชนโรงเรียนก็จะเป็นโรงเรียนที่แท้จริง โรงเรียนจะไม่ใช่แค่ห้องเรียนสอนแต่เด็ก แต่โรงเรียนจะกลายเป็นห้องเรียนของพ่อแม่ ห้องเรียนของครู และห้องเรียนของทุกคนในชุมชนขยายด้วย

โม้มาเสียคอแห้ง สรุปว่า วันนี้ตัวอิฉันได้ออกกำลังหัวด้วยการแปลวงจรเซกกี้ (SECI) ให้เป็นชื่อไทยว่า วงจร :ส-อ-ค-อ (สอ-คอ)

ลงชื่อผู้โม้ : แม่ส้ม