<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635</id><updated>2012-02-16T11:55:25.782-08:00</updated><title type='text'>เดินไปด้วยกัน</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://kroosom-community.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>8</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-6039160346473709060</id><published>2011-10-07T03:40:00.000-07:00</published><updated>2011-10-07T08:30:36.370-07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;div style="background-color: white; color: #666666;"&gt;ภาพลวงตา&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรับรู้และความเชื่อ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อรชุน คือผู้สามารถมองเห็นจักรวาลได้รอบทิศ&lt;br /&gt;จากจุดยืนอยู่เพียงจุดเดียว&lt;br /&gt;เห็นทั้งความเคลื่อนและความนิ่ง&lt;br /&gt;อีกทั้งยังเห็นสิ่งปรารถนาจะเห็นในกาลข้างหน้าอีกด้วย"&lt;br /&gt;-ภัควคีตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอลองจ้องดูลายเส้นของภาพลวงตาเลื่องชื่อภาพนี้ดูสิ&lt;br /&gt;เธอเห็นอะไรจากลายเส้นในภาพนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพนี้เป็นภาพที่วาดเสร็จ ชัดเจน และไม่เปลี่ยนอีก&amp;nbsp; กระนั้นจิตของเราก็ยังสามารถจัดการให้ลายเส้นเหล่านี้ปรากฏความหมายออกมาได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความหมายที่จิตของเราให้กับรูปนี้จะเปลี่ยนแปลงเมื่อการรับรู้ของเราเปลี่ยน&amp;nbsp; เช่นเดียวกันกับเมื่อการรับรู้ของเราเปลี่ยน&amp;nbsp; คำพูดและอารมณ์ของเราก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้อยคำและตัวอักษรที่พิมพ์อยู่บนหนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน&amp;nbsp; มีความชัดเจน เสร็จสิ้น และคงที่&amp;nbsp; แต่เอาเข้าจริงผู้อ่านแต่ละคนก็ตีความตัวอักษรไปตามประสบการณ์เก่าและเงื่อนไขส่วนบุคคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าคุณเกิดมีประสบการณ์ใหม่เกิดขึ้นมา ความหมายที่คุณให้ไว้กับข้อความและอักษรก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ และในเวลาเดียวกันอารมณ์และท่าทีของคุณก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณไม่อยากจะเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้าหรอกหรือ&amp;nbsp; อยากจะเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นความสงบสันติภายในหรือเปล่า&amp;nbsp; อยากจะรู้สึกเห็นพ้องได้จากความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างลึกซึ้งไหม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วคุณไม่อยากจะเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนรูปแบบการรับรู้ เปลี่ยนวิธีการใช้ภาษา เปลี่ยนถ้อยคำ เปลี่ยนท่าทีและท่าทางเพื่อให้ความสัมพันธ์ของคุณอบอุ่น มีความสงบสุข และเกื้อกูลกันตลอดไปหรอกหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอ่านต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกทั้งใบของเราก็เปรียบได้กับการมองดูภาพลวงตา&amp;nbsp; แม้ว่าประสาทสัมผัสรับรู้ของเราจะชัดเจน&amp;nbsp; เสร็จสิ้น และคงที่&amp;nbsp; แต่จิตของเราได้หั่นการรับรู้นั้นออกเป็นชิ้นๆแล้วตั้งชืิ่อและให้ความหมายกับชิ้นส่วนเหล่านั้น&amp;nbsp; บางครั้งเราก็ให้ความหมายคล้ายกัน&amp;nbsp; เช่นเมื่อเราเห็นดอกดาวเรือง เราจะสรุปพ้องกันว่าเป็นดอกไม้สีเหลือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางครั้ง เราหั่นการรับรู้และให้ความหมายแตกต่างกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จอห์นมองเห็นหญิงสาวที่เดินผ่านไปเป็นหญิงสาวที่น่ารักมีเสน่ห์ยวนใจ&amp;nbsp; ส่วนภรรยาของจอห์นมองหญิงสาวคนนี้ว่าเป็นหญิงยั่วสวาทเที่ยวหว่านเสน่ห์ไม่เลือกที่&amp;nbsp; ใครเป็นฝ่ายถูกระหว่างจอห์นและภรรยา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวพุทธพูดถึงการมองทะลุผ่านม่านคลุมของภาพลวงตา&amp;nbsp; เมื่อเรามองผ่านมายาภาพได้ เราก็จะตระหนักรู้ตัวทันว่าจิตของเรากำลังหั่นและแปรรูปข้อมูลการรับรู้ออกเป็นชิ้นเป็นเสี่ยงอยู่&amp;nbsp; และเมื่อเรามีสติรู้ทัน จิตก็ตระหนักได้ทันเช่นกันว่า เรามีอำนาจที่จะเลือกหั่นและแปรรูปภาพการรับรู้นั้นให้ออกมามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเห็นอะไรในภาพลายเส้นข้างบนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เธอเห็นหญิงแก่น่าเกลียดหรือเห็นหญิงสาวแสนสวย&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วเธอชอบที่จะเห็นภาพไหนมากกว่ากัน ?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-6039160346473709060?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/6039160346473709060'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/6039160346473709060'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2011/10/blog-post_07.html' title=''/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-5350366310753583011</id><published>2011-10-06T21:59:00.000-07:00</published><updated>2011-10-10T22:35:01.584-07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;div style="color: #666666;"&gt;กฏแห่งขั้วตรงข้าม ..​ หยิน และ หยาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: #cccccc;"&gt;(แปลจาก&amp;nbsp; Shift&amp;nbsp; เปลี่ยนถ้อยคำก็เปลี่ยนโลก&amp;nbsp; เขียนโดย&amp;nbsp; เจเน็ต สมิธ วอร์ฟิลด์ หนังสือรางวัลชนะเลิศอินดี้อวอร์ด)&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #999999;"&gt;"เราทุกคนล้วนดำรงชีวิตอยู่ในแดนแห่งความงุนงงสับสน&lt;br /&gt;กระนั้น&amp;nbsp; พวกเราก็ได้แต่รอคอย&lt;br /&gt;โดยหวังว่าความพิศวงงงงวยทั้งหลายนั้น&lt;br /&gt;จะเป็นบ่อเกิดของปัญญาญาณในวันหนึ่ง"&lt;br /&gt;​คาลิล ยิบราน&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;เรื่องกฏสองขั้วของสิ่งตรงข้ามนั้น&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่เราต่างก็รู้และได้ยินกันมามากมายอยู่แล้ว&amp;nbsp; สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้กฏคู่สัมพันธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดำสัมพันธ์กับขาว&amp;nbsp; มืดสัมพันธ์กับสว่าง &amp;nbsp; สูงสัมพันธ์กับต่ำ&amp;nbsp; ความดีสัมพันธ์กับความเลว&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;พวกเรายังจำบทเจนนิซิสต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนแห่งอีเดนกันได้ไหม&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;พระเจ้าบอกอดัมกับอีฟว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งคู่สามารถจะเด็ดกินผลไม้ทุกชนิดจากต้นไม้ทุกต้นในสวนอีเดนแห่งนี้&amp;nbsp; แต่ขอเพียงต้นเดียวที่ห้ามไม่ให้แตะต้องเด็ดขาด&amp;nbsp; นั่นคือผลไม้บนต้นแห่งปัญญา (Tree of Knowledge)&amp;nbsp; แต่ในที่สุด อดัมกับอีฟก็ฝ่าฝืนจดได้&amp;nbsp; และทันใดที่ทั้งคู่สัมผัสรสชาดของผลไม้ผลนั้น&amp;nbsp; จิตใจของพวกเขาก็สัมผัสกับประสบการณ์ทางความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดมาก่อน&amp;nbsp; นั่นคือพวกเขารู้สึกตกใจต่อร่างกายที่เปลือยเปล่าของตัวเอง และความรู้สึกละอายใจก็ผุดขึ้นเป็นครั้งแรก &amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปดูเผินๆจากกายภาพและสิ่งแวดล้อมภายนอกแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดัมกับอีฟดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทว่านับจากนี้ไป&amp;nbsp; สภาวะจิตในการรับรู้โลกของทั้งคู่ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าที่ทั้งสองจะลิ้มรสผลไม้นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จิตวิญญาณของพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า&amp;nbsp; แต่หลังจากนั้นจิตวิญญาณของพวกเขาได้ถูกตัดขาด&amp;nbsp; และแยกออกจากสภาวะของการหลอมรวมกับพระเจ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ถ้าหากว่าอดัมกับอีฟไม่แหวกกฏ&amp;nbsp; ไม่เด็ดกินผลไม้แห่งปัญญาผลนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรับรู้ทางอารมณ์ต่อความเปล่าเปลือยและความรู้สึกละอายก็คงจะไม่มีความหมายอะไร&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;เรื่องเล่าเรื่องนี้มีนัยยะอะไรแฝงอยู่&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;ใช่หรือไม่ที่ภาษาเองก็เป็นตัวแบ่งแยกสิ่งต่างๆให้แยกออกเป็นสอง &lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;คำว่า"เปลือย"จะมีความหมายไหม หากไม่มีคำว่า"เสื้อผ้า" &lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;"ความรู้สึกละอาย อัปยศอดสู"จะเกิดขึ้นได้ไหม ถ้าขาดการเปรียบเทียบกับ"ความทรงเกียรติ" &lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;นี่ถ้าการรับรู้เหล่านี้ไม่มีชื่อเรียกทางภาษา&amp;nbsp; เราจะสัมผัสกับความรู้สึกต่างๆได้อย่างไร&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;ก่อนหน้าที่อดัมกับอีฟจะกินผลไม้แห่งปัญญาผลนั้น&amp;nbsp; พวกเขามีสัมผัสรับรู้ทางอารมณ์ไหม &lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;ถ้าหากว่าคุณพยายามอธิบายความเป็นสีดำ&amp;nbsp; โดยชี้ไปที่ร่มสีดำ&amp;nbsp; ชี้ไปที่กระบอกไฟฉายสีดำ&amp;nbsp; หรือชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตสีดำ&amp;nbsp; แน่นอนว่าไม่ช้าฉันก็จะรับรู้ได้ว่าสีดำหมายถึงอะไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าจู่ๆคุณก็ปิดสวิชท์ไฟทุกดวง&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;ในห้องให้ดับลงจนมืดมิด &amp;nbsp; มันอาจจะทำให้สำนึกเกี่ยวกับสีดำของฉันแตกต่างออกไปก็ได้ &amp;nbsp; แล้วอะไรคือความหมายที่แท้จริงของความ"ดำ"ล่ะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช่หรือไม่ว่าการรับรู้ของเราล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเองและสอนต่อๆกันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่ายังจำกันได้หรือเปล่า&amp;nbsp; นั่นคือเรื่อง"หอคอยที่สร้างไม่เสร็จแห่งเบเบิล" (the Tower of Babel)&amp;nbsp; หรืออันที่จริงน่าจะเรียกว่าหอคอยแบ้บเบิ้ล(Babble : พูดพล่ามไร้แก่นสาร)มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อครั้งที่ชาวกรุงบาบิโลเนียนตัดสินใจกันว่าจะสร้างหอคอยเพื่อไต่ขึ้นไปหาพระเจ้านั้น พอเรื่องรู้เข้าถึงหูพระเจ้าเข้าเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านก็เคืองและเสกให้ชาวบาบิโลเนียเหล่านั้นกลายเป็นผู้คนที่พูดจากันไม่รู้เรื่อง&amp;nbsp; เพื่อที่การสื่อสารของพวกเขาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความบาดหมางและอคติต่อกันจนสูญเสียความสามัคคี และในที่สุดโครงการสร้างหอคอยก็พังพินาศ&amp;nbsp; หลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้หว่านจิตแห่งการพูดไม่รู้เรื่องให้กระจายไปทั่ว&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับจากนั้นมนุษย์ก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สื่อสารกันอย่างสับสน &amp;nbsp; คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงกรุงบาบิโลนว่าเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารซึ่งสับสน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้ายจึงต้องถูกตัดสินให้ถูกเผาไหม้ไปในกองเพลิง (Rev.18:2, et seq.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่หรอกหรือที่มนุษย์เราเองได้ประดิษฐ์คำเรียกและให้ความหมายต่อ"ความขาวและความดำ สูงและต่ำ&amp;nbsp; ดีและเลว"&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช่หรือไม่ที่คำที่มีความหมายตรงข้ามกันเหล่านั้น&amp;nbsp; เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้สื่อสารกันได้อย่างคร่าวๆเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณจะบอกว่าผู้ชายซึ่งสูง 5'8" นั้นเป็นคนสูงหรือเป็นคนเตี้ย&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่าผู้ชายคนนี้ไปยืนอยู่ข้างใคร&amp;nbsp; ระหว่างคนสูง6'2"&amp;nbsp; หรือไปยืนกับอีกคนซึ่งสูง 4'10" &amp;nbsp; คุณเห็นเงื่อนไขความพันธ์ของการจำกัดความหรือยัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าพระเจ้าจะเป็นพระผู้สร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ได้สร้างมนุษย์และกำหนดสรรพสิ่งจากจิตของพระองค์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่มนุษย์เราเองก็เป็นผู้สร้างและผู้กำหนดตัวจริงด้วยเช่นกัน&amp;nbsp; เราสร้างและกำหนดถ้อยคำ ภาษา&amp;nbsp; สร้างภาพสัญลักษณ์&amp;nbsp; สร้างสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; รวมทั้งสร้างความรักและความเกลียดชังขึ้นด้วยตัวมนุษย์เราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมองเห็นตรรกะแห่งความเกี่ยวเนื่องกันเช่นนี้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อมนุษย์เราทุกคนต่างล้วนก็เป็น"ผู้สร้างและผู้กำหนด"ด้วยกันทั้งนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงย่อมมีทางเลือกอันเสรีอย่างไร้ขีดจำกัดในการสร้างและกำหนด&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอ้..นี่ควรเป็นความคิดที่น่ายินดี หรือน่าสะพรึงกลัวกันแน่นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาละ&amp;nbsp; ถ้าหากว่าฉันเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเสรีในการเลือก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่า นั่นคงเป็นสิ่งน่ายินดี&amp;nbsp; แม้ว่าอิสรภาพนี้อาจจะทำให้รู้สึกหนักที่ต้องแบกความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงอยู่บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้ากลับกันว่าให้เธอเป็นฝ่ายมีอำนาจในการเลือกบ้างล่ะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่า นั่นคงเป็นความคิดที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับฉันทีเดียว&amp;nbsp; เพราะเธออาจจะไม่เลือกทำในสิ่งที่ฉันต้องการให้เธอทำก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่พูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตัว ถ้าฉันเป็นฝ่ายมีอำนาจ&amp;nbsp; ฉันก็คงปฏิบัติต่อเธออย่างดี เพราะยังไงเสียฉันก็ยังต้องการความช่วยเหลือและความร่วมมือจากเธออยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับจากที่อดัมกับอีฟได้ลิ้มรสผลไม้แห่งปัญญาผลนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนต้องถูกเนรเทศออกจากสวนสวรรค์ &amp;nbsp; ทำให้พวกเราหมู่มวลมนุษย์เกิดความรู้สึกแบ่งแยกของอารมณ์สองฝ่าย&amp;nbsp; ระหว่างการสวมใส่อาภรณ์กับความรู้สึกอับอายยามที่ร่างกายต้องเปลือยเปล่า&amp;nbsp; และขยายออกไปสู่การให้ความหมายของความรู้สึกรับรู้ที่ตรงกันข้ามอีกนับถ้วน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อภาษาเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความแบ่งแยก &amp;nbsp; จะเป็นไปได้ไหมนะ&amp;nbsp; ที่ภาษานั่นเองจะเป็นตัวช่วยนำพามนุษย์เราให้ได้กลับคืนไปสู่สวนแห่งอีเดนอีกครั้งหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกที่ไม่เป็นสอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเราขนานนามจิตนั้นว่า"พระเจ้า" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-5350366310753583011?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/5350366310753583011'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/5350366310753583011'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title=''/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-8669371223811753901</id><published>2011-04-14T08:17:00.000-07:00</published><updated>2011-06-16T19:11:42.084-07:00</updated><title type='text'>โลกหมุนรอบคอตัวเอง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-qd8aI4X8JqY/TacQPAksmuI/AAAAAAAAALU/lmKqt_ZStuA/s1600/webyellowbird.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 400px; height: 386px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-qd8aI4X8JqY/TacQPAksmuI/AAAAAAAAALU/lmKqt_ZStuA/s400/webyellowbird.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5595458912069130978" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่อยๆหันไปทางซ้าย  ค่อยๆวาดสายตากลับมาทางขวา  หันไปให้สุดหัวไหล่&lt;br /&gt;หลังตรง กล้ามเนื้อทุกส่วนผ่อนคลาย&lt;br /&gt;ค่อยๆหันกลับมาตั้งมั่นตรงก&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ลางช้าๆ&lt;br /&gt;หายใจเข้าออกสบายๆ  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ค่อยๆก้มหน้าช้าๆ  รับรู้ความรู้สึกของกล้ามเน&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ื้อต้นคอด้านห&lt;/span&gt;&lt;span class="text_exposed_show"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ลัง&lt;br /&gt;ใครว่ากล้ามเนื้อเส้นเอ็นข้&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;อต่อไม่รู้สึกรู้สม&lt;br /&gt;บัดนี้เรารู้แล้วว่าตึงเป็น&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;อย่างไร ตึงสบายๆเป็นอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ   มองตามความฝันขึ้นไปบนท้องฟ้า&lt;br /&gt;ไม่ต้องรีบ   ความฝันไม่หนีไปไหน&lt;br /&gt;กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ ลำคอใต้คาง ยืดหยุ่น ตึงสบาย แข็งแรง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;หายใจเข้ายาวๆ  หายใจออกช้าๆ ค่อยๆวาดเส้นนำสายตา&lt;br /&gt;จากท้องฟ้าเบื้องบนกลับลงมา&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;สู่จุดนำสายตาที่อยู่ลิบลับ&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;br /&gt;หลับตาเบาๆ แล้ววาดเส้นโค้งโคจรรอบโลกอ&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;ผ่านภูเขา ผ่านท้องทุ่ง ผ่านเมืองเล็กเมืองใหญ่   ผ่านมหาสทุทรเวิ้งว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกมิได้เล็กอยู่ในกำมือ  ทั้งก็ไม่ได้ใหญ่จนเราควรเพ&lt;/span&gt;&lt;wbr style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;ิกเฉย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;โลกหมุนรอบคอหนึ่งรอบ เป็นนาทีที่ไม่ต้องรัก ไม่ต้องชัง แค่หายใจและเคลื่อนคอไป&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-8669371223811753901?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/8669371223811753901'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/8669371223811753901'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2011/04/blog-post_14.html' title='โลกหมุนรอบคอตัวเอง'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-qd8aI4X8JqY/TacQPAksmuI/AAAAAAAAALU/lmKqt_ZStuA/s72-c/webyellowbird.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-5478243105853639007</id><published>2011-04-14T07:55:00.000-07:00</published><updated>2011-10-06T23:56:41.116-07:00</updated><title type='text'>เจ้าหนูภายใน</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-O152O90NLtM/TacLLUNYF9I/AAAAAAAAALM/XpHfvV8j2DI/s1600/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5595453351062411218" src="http://3.bp.blogspot.com/-O152O90NLtM/TacLLUNYF9I/AAAAAAAAALM/XpHfvV8j2DI/s400/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2.jpg" style="cursor: pointer; height: 400px; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;เมื่อคนเราอายุมากขึ้นหรือพูดง่ายๆว่าแก่ลง     เวลามีใครมาทักว่าเราดูอ่อนกว่าวัยหรือหน้าเด็ก    มันก็มักจะทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นมา กระฉับกระเฉงได้ทั้งวัน      อันนี้คงเป็นสัจธรรมของคนอายุเกินเลข 4 ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย    อะไรทำให้เราโหยหาความอ่อยเยาว์    นอกจากการดูเอ๊าะๆอ่อนกว่าวัยทางกายภาพแล้ว     มีอะไรที่มากกว่านั้นอยู่เบื้องลึกของจิตใจเราหรือเปล่า     ที่ทำให้เราไม่อยากเผชิญหน้ากับคำว่า "ดูแก่จัง" และพึงพอใจกับคำว่า    "ดูเด็กอยู่"&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ความ แก่และความเป็นเด็กนั้น    แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นปลายขั้วสองด้านของเส้นตรง     A_______________B กระนั้นหรือ ?  ฤาเราจะต้องเลือกเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง    เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ นี่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจเช้านี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ย้อน รำลึกกลับไปที่ความรู้เก่าๆซึ่งเคยศึกษามาเกี่ยวกับจิตวิทยาเพื่อการ   เข้าใจและสื่อสารกับเด็ก    ตั้งแต่สมัยลูกยังเล็กและเราเป็นแม่โฮมสคูลเลี้ยงลูก 3 คน      มาวันนี้ลูกๆโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมด     พอจะรื้อฟื้นความรู้และความทรงจำเก่าๆที     ก็ต้องไปสืบค้นในโฟลเดอร์สมองชื่อ"เรื่องเล่า"    ซึ่งเก็บอยู่ในแผงวงจรประสาทที่ชื่อว่า "วันวาน" "Past Narratives, Future     Dreams"  อยู่ๆประโยคนี้ก็โผล่แว้บเข้ามาในใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;"เมื่อวานก็แค่เรื่องเล่า  ส่วนพรุ่งนี้เป็นเพียงความฝัน"      อันที่จริงประโยคนี้มันมีนัยยะทางจิตวิทยาสาย คาร์ล ยุง ที่พูดถึงเรื่อง    "เด็กน้อยภายใน"  ซึ่งเป็นจิตเก่าแก่ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม การแสดงออก     และสุขภาพกาย-ใจของเราตลอดชีวิต&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ไม่ว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่และแก่ชราลงเพียงใด     ไอ้เจ้าเด็กน้อยที่อยู่ข้างในตัวเราก็ไม่เคยโตและไม่เคยตาย     เป็นเจ้าหนูอมตะ  เป็น  Eternal child    ที่เล่นซ่อนแอบอยู่เบื้องหลังรูปลักษณ์ภายนอกของเรา     บ่อยครั้งทีเดียวที่ไอ้ตัวเล็กภายในของเรามันงอแงอาละวาดไม่รู้เรื่อง เรียก   ร้องความเอาใจใส่และความสนใจไม่หยุดหย่อน  แถมยังมีความอยากรู้อยากเห็น      ต้องการเรียนรู้โลกอย่างไม่มีวันสิ้นสุดอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;เราทุกคนล้วนโตขึ้นมาพร้อมๆ กับเด็กน้อยภายในหลายตัวหลายบุคลิก    เจ้าหนูเหล่านั้น เล่นเป็นผู้กำกับการแสดงในละครชีวิตของเราตลอดเวลา    โดยที่เราไม่รู้ตัว  เมื่อไรที่เราอยู่ในโหมดปลอดภัย มีความสุข    และกราฟชีวิตสมดุลดี  ผู้กำกับน้อยภายในก็จะมอบเวทีด้านแสงสว่างให้เรา    แต่หากเมื่อใดที่เราเข้าสู่โหมดปกป้อง มีความเครียดและเสียสมดุลชีวิต    ไอ้เจ้าตัวเล็กข้างในเราก็จะออกโรงแสดงบทด้านมืด หรือ Shadow aspect    อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติเสียจนเราตระหนักตามไม่ทันทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ปฏิบัติการของเจ้าหนูด้านเงามืดนี่เอง    ที่บางครั้งทำให้เราเจ็บป่วยโดยหาสาเหตุทางการแพทย์สมัยใหม่ไม่ได้    ความป่วยไข้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย    ซึ่งหมอเองก็ยากที่จะระบุสาเหตุและชื่อโรค    การเจ็บป่วยแบบนี้เรียกตามศัพท์ภาษาอังกฤษว่า &lt;b&gt;Somatization    คือการที่จิตต้องการปลดปล่อยความคับข้องอึดอัดขัดแย้งที่อยู่ข้างใน    แต่หาช่องทางปลดปล่อยไม่ได้  ก็เลยสำแดงออกมาผ่านการประท้วงทางร่างกาย     เกิดเป็นอาการเจ็บนั่นปวดนี่  เมื่อยล้าอ่อนแอสิ้นหวัง &lt;/b&gt;เรื้อรังนานมากเข้าก็สามารถทำให้ป่วยรุนแรงจริงๆ เช่นมะเร็งได้เหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;แต่ อาการเบื้องต้นซึ่งเกิดจากความคับข้องไร้สุขของเจ้าหนูภายในนั้น    แสดงออกในรูปแบบพลังงาน ไม่จะเรียก "ออร่า" หรือจะเรียก "โหงวเฮ้ง"    หรือจะเรียกว่า "สีหน้า" ก็แล้วแต่ ตัวเราอาจจะไม่รู้สึกและไม่รู้ตัว     แต่ผู้คนที่อยู่ข้างๆ เรา    เขาสามารถสัมผัสรับรู้ถึงพลังงานที่เจ้าหนูภายในของเราแผ่ออกไปได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ถ้าเขาสัมผัสพลังงานด้านแสงสว่างของเด็กน้อยในตัวเรา เขาอาจจะทักเราว่า    "วันนี้พี่ดูเด็กจัง" หรือ "พี่ดูสดใสร่าเริงจังเลย"     แต่ถ้าเขาสัมผัสเจ้าหนูเงามืด  เพื่อนสนิทอาจจะทักเราว่า    "วันนี้เธอดูเหนื่อยๆและหน้าหมองไปนะ"     หรือถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทเขาอาจวิจารณ์ในใจเงียบๆว่า "วันนี้ยัยนี่ดูแก่จัง"&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ไอ้เจ้าเด็กน้อยภายในของเรานั้น ไม่ได้มีตัวเดียวหรือบุคลิกเดียว     นอกจากจะมีเจ้าหนูปกติธรรมดาแล้ว     ข้างในเราแต่ละคนยังซ่อนเจ้าหนูผู้เหงาหงอยโหยหารัก      เจ้าหนูผู้บาดเจ็บที่เต็มไปด้วยบาดแผลในใจ    เจ้าหนูไร้เดียงสาผู้ไว้วางใจโลกอย่างไร้เงื่อนไข เจ้าหนูมหัศจรรย์ฉันทำได้    เจ้าหนูพิทักษ์ธรรมพิทักษ์โลก และเจ้าหนูอื่นๆ อีกหลายบทหลายบาท&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;  ซึ่งจะออกมาวาดลวดลายบนเวทีตามกาละ    และจังหวะที่สิ่งกระตุ้นภายนอกกระตุกให้เขาออกมา    ถ้าสิ่งกระตุ้นไปสะกิดถูกด้านแสงสว่างของเจ้าหนูตัวใดตัวหนึ่ง     เราก็จะเป็นผู้ใหญ่ใจดี น่ารัก ขี้เล่น มองโลกด้วยความหวังอย่างสร้างสรรค์    แต่ถ้าเมื่อไรตัวกระตุ้นทำงานผิดที่ผิดทาง    ไปสะกิดถูกอดีตด้านมืดของเจ้าหนูซึ่งกำลังนั่งร้องไห้    หรือแอบดิ้นทุรนทุรายอยู่ข้างในตัวเรา    เงาดำของเจ้าหนูตัวนั้นก็จะสะท้อนผ่านบุคลิก สีหน้า น้ำเสียง พฤติกรรม    ตลอดจนวิธีคิดของเราออกมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ไม่ว่าอายุตัวเลขของเราจะเพิ่มขึ้นเท่าใด  เจ้าหนูขี้เหงาก็ไม่มีวีนหายเหงา   เจ้าหนูบาดเจ็บก็ยังคงนั่งลูบคลำบาดแผลอยู่ตรงนั้น   เจ้าหนูขี้เล่นก็ยังโบยบินเป็นปีเตอร์แพนปฏิเสธการเติบโตเป็นผู้ใหญ่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;เอาละ เช้านี้ลองไม่ส่องกระจกแต่งหน้าสักวัน    แต่จะลองส่องกระจกในใจเพื่อค้นหาเด็กน้อยภายในดู อยากจะดูแลให้เขามีความสุข    มีความสมดุล ให้เขาได้กินอิ่มนอนหลับอย่างปลอดภัย    เพื่อที่รัศมีหรือแสงออร่าของเจ้าหนูมหัศจรรย์ภายใน    จะได้ฉายโชนออกมาที่ใบหน้าเรา ริ้วรอยและตีนกาจะไม่มีความหมาย    เพราะดวงตาของเราจะยังสดใสด้วยแววขี้เล่น และอยากเรียนรู้โลก    หัวใจที่เหนื่อยง่ายขึ้นตามวัย ก็จะไม่ยอมแพ้กับจังหวะเต้นที่อ่อนล้าลง    ยังคงถวิลหาความเริงร่า และความประหลาดใจต่อการมาเยือนของวันใหม่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ความเหงาและประสบการณ์เจ็บร้าวที่เคยผ่านพบ จะถูกขับไปอีกด้าน    ไปสู่ความเห็นอกเห็นใจต่อความทุกข์ของผู้อื่นอย่างไม่ตัดสิน และไม่เพ่งโทษ    ความผิดถูกหยาบๆ นั้นอาจจะมีอยู่ แต่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง    และการให้อภัยเป็นจิตร่วมของจักรวาล และเป็นปัญญาญาณของเด็กน้อย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ปีเตอร์แพนข้างในของเรากำลังบอกเราว่า อย่ากลัวเงาไปเลย    เจ้าพวกเงามืดนั่นน่ะ มันก็แค่เด็กขี้เหงา ขี้กลัว อยากมีเพื่อน    อยากได้รับความรักความเอาใจใส่ ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก    ก็แค่ยอมรับเขาเป็นเพื่อนเล่น แล้วเล่นกับเขาดีๆ    เมื่อเขาหายเหงาหายกลัวเมื่อไร    โลกภายในของเราก็จะมีแต่ความเยาว์แห่งแสงสว่าง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;ความเป็นเด็ก และความชราเป็นมิติซ้อนทับที่ละเอียดอ่อน    จิตวิญญาณของเราไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบ A____B     หรือเรียงลำดับตัวเลขตามอายุที่เรานับขานกัน หนึ่ง สอง สาม สี่สิบ ห้าสิบ     หากแต่ความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่    มันเป็นพลังงานซ้อนพลังงานที่โคจรในกันและกัน อย่างเป็นเอกภาพ    และไม่มีสิ้นสุด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;เขียนๆมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เจ้าหนูข้างในก็ปรากฏตัวขึ้นมาสะกิดว่าพอแล้ว    หยุดเขียนได้แล้ว หนูอยากออกไปเที่ยวเล่นแล้ว ... เอาละ    แม้หน้าตารูปลักษณ์ภายนอกเราจะดูเป็นคนจริงจัง เคร่งเครียด รับผิดชอบ    แถมแบกภาระหน้าที่ไว้บนบ่าไหล่ทั้งสองอย่างหนักอึ้งมานาน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt;วันนี้ขอคืนพื้นที่ให้เจ้าหนูภายในได้เล่นตามใจสักวันเถอะ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: 100%;"&gt; &lt;span style="color: #666666;"&gt;แล้วมาเล่นกันอีกนะ :)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-5478243105853639007?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/5478243105853639007'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/5478243105853639007'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='เจ้าหนูภายใน'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-O152O90NLtM/TacLLUNYF9I/AAAAAAAAALM/XpHfvV8j2DI/s72-c/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-115932659236937788</id><published>2006-09-26T19:53:00.000-07:00</published><updated>2010-06-25T22:26:32.782-07:00</updated><title type='text'>Hooponopono : บำบัดธรรมดาที่ไม่ธรรมดา</title><content type='html'>&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;The World's Most Unusual Therapist &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;โจ วิเทล เขียน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ป้าส้มแปล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;25 กย 49 : อ่านไป แปลไป สบายใจ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่หมอบุ๋ยส่งมา   ขอบคุณหมอบุ๋ยมากที่แบ่งปันเรื่องดี ๆ มาให้อ่านอยู่เสมอ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; ...............&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;เมื่อสองปีก่อน ผมได้ยินเรื่องของจิตแพทย์ในฮาวายคนหนึ่ง ซึ่งทำการรักษาให้กับคนไข้อาชญากรโรคจิต โดยที่เขาไม่เคยพบหน้าค่าตากับคนไข้เหล่านั้นเลย เขาใช้วิธีตรวจสอบแฟ้มประวัติของคนไข้ที่ส่งมาจากเรือนจำ จากนั้นก็เพ่งเข้าไปด้านในของตัวเอง เพื่อค้นหาว่าตัวเขาเองนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของคนไข้อย่างไรบ้าง เมื่อเขาค้นพบสิ่งที่ต้องแก้ไขและเยียวยาภายในตัวเองได้ คนไข้คนนั้นก็จะได้รับการบำบัดเยียวยาไปด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันคงเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของท้องถิ่น มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ใครจะรักษาคนอื่นด้วยการรักษาตัวเอง ยิ่งกว่านั้นมันคงเป็นไปไม่ได้แน่ ในการที่หมอจะบำบัดตัวเองแล้วผู้ป่วยอาชญากรจะได้รับการบำบัดไปด้วยตอนนั้นผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไรนัก เพราะมันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลและฟังไม่ขึ้นจริง ๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;อย่างไรก็ตาม ผมได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งในปีถัดมา ผมได้ยินว่ากระบวนการบำบัดแบบฮาวายนี้เรียกว่า “ฮูปโปโนโปโน” ซึ่งผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่คราวนี้ผมไม่สามารถที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านหูไปเฉย ๆ ก็ถ้าหากว่าเรื่องนี้เป็นความจริง ผมก็อยากจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ผมเข้าใจมาตลอดเวลาว่า “ความรับผิดชอบอย่างแท้จริง” ก็คือการที่ผมจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ผมคิดและกระทำเท่านั้น นอกเหนือจากนี้แล้วมันก็ย่อมจะอยู่เหนือความรับผิดชอบของผมทั้งสิ้น ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงคิดถึงเรื่องความรับผิดชอบในแบบเดียวกับผมนี่แหละ เรารับผิดชอบเฉพาะในสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นทำ แต่จิตแพทย์ฮาวายคนนี้ได้สอนให้ผมเกิดมุมมองและทัศนคติใหม่เกี่ยวกับ ”ความรับผิดชอบที่แท้จริง”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;จิตแพทย์คนนี้ชื่อ ดร. Ihaleakala Hew Len ผมได้คุยกับหมอเลนครั้งแรกทางโทรศัพท์ เราคุยกันร่วมชั่วโมง ผมขอให้เขาเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับการบำบัดของเขาอย่างละเอียดหมอเลนเล่าว่าเขาทำงานอยู่ที่ รพ.รัฐฮาวายมา 4 ปีแล้ว แผนกที่รักษาผู้ป่วยอาชญากรโรคจิตนั้นมีอันตรายมาก จิตแพทย์ส่วนใหญ่ทำงานไม่ถึงเดือนก็ลาออก พนักงานก็มักจะป่วยและลาออกเช่นกัน เวลาใครเดินผ่านตึกผู้ป่วยตึกนี้ ต้องเดินเอาหลังหันเข้ากำแพง เพราะกลัวว่าจะถูกคนไข้ทำลายเอา มันไม่ใช่สถานที่ที่ใครอยากจะเข้าไปอยู่ ไปทำงานหรือแม้แต่ไปเยี่ยมเยียนเอาเสียเลย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอเลนบอกผมว่าเขาไม่เคยพบหน้าคนไข้เลย เขาใช้สำนักงานในการตรวจสอบแฟ้มคนไข้ที่ส่งมาจากเรือนจำ ขณะที่เขาพิจารณาแฟ้มเหล่านั้น เขาจะทำงานกับตัวเอง และเมื่อเขาทำงานกับด้านในของตัวเอง คนไข้ก็จะเริ่มได้รับการบำบัดไปด้วยแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;เขาเล่าต่อว่า “เมื่อผ่านไปสองสามเดือน คนไข้ที่เคยถูกใส่โซ่ตรวน ก็เริ่มได้รับการอนุญาตให้เดินไปไหนมาไหนได้อิสระ และคนไข้รายที่ต้องให้ยาอย่างหนักก็ได้รับการลดยาลง ส่วนในรายที่ไม่เคยมีโอกาสได้ถูกปลดปล่อยเลยก็ได้อิสรภาพมากขึ้น”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ผมฟังอย่างตื่นเต้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;"ไม่เพียงเท่านั้นนะ” หมอเลนเล่าต่อ “พวกพนักงานยังกลับทำงานอย่างมีความสุขขึ้น ไม่มีใครหนีงานและลาออกอีก ในที่สุดเรามีพนักงานมากกว่าความต้องการเสียอีก เพราะว่าคนไข้ได้รับการปลดปล่อยมากขึ้น วันนี้แผนกของเราปิด เพราะพนักงานทั้งหมดออกไปสาธิตวิธีทำงาน”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ผมยิงคำถามสำคัญ “คุณทำอะไรกับด้านในของตัวเอง ที่เป็นเหตุให้ผู้ป่วยได้รับการบำบัดและเกิดความเปลี่ยนแปลง ?”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ผมก็เพียงแค่เยียวยาในส่วนที่ผมเกี่ยวข้องกับการป่วยของคนเหล่านั้น” หมอเลนตอบ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ผมยังไม่เข้าใจ”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอเลนขยายความว่า &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ความรับผิดชอบที่แท้จริงของชีวิต” &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;นั้นครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณ พูดง่าย ๆ ว่า  ก็เพราะทุกๆการรับรู้ของคุณมันสัมพันธ์กับชีวิตของคุณอย่างแยกไม่ออก  ดังนั้นมันจึงย่อมเป็นความรับผิดชอบของคุณโดยตรง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;พูดอีกนัยหนึ่งคือ โลกภายนอกทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นจากโลกด้านในของตัวคุณเอง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;วู้ ! นี่เป็นอะไรที่เข้าใจยากจริงๆ  การรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวผมพูดหรือทำนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง การต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทุกคนในชีวิตของผมพูดหรือทำนั้นก็น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนี้ เมื่อคุณพูดถึงความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อชีวิตของคุณ เมื่อนั้นทุกสิ่งที่คุณเห็น ได้ยิน ลิ้มรส สัมผัส และประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณได้รับ ล้วนเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของคุณ เพราะว่าทั้งหมดนั้นมันคือชีวิตของคุณ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ซึ่งย่อมหมายความว่าการกระทำของผู้ก่อการร้าย ของประธานาธิบดี หรือภาวะเศรษฐกิจ ทุกสิ่งที่คุณรับรู้และไม่ชอบมัน ล้วนเกิดขึ้นจากความป่วยของคุณด้วย ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ดำรงอยู่ พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ได้เป็นหรือมีอะไรเลย นอกจากภาพที่ฉายจากภายในของตัวคุณเองเท่านั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกเขาข้างนอก แต่มันอยู่ที่ตัวคุณต่างหาก ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนพวกเขา ก็ต้องเปลี่ยนจากด้านในของตัวคุณเองก่อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ผมรู้ดีว่านี่เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ แต่ขอเพียงแค่เปิดใจยอมรับและอยู่กับมัน การตำหนิกล่าวโทษและโยนความผิดนั้นทำง่ายกว่าความรับผิดชอบมากมายนัก การได้พูดคุยกับหมอเลน ทำให้ผมเริ่มตระหนักได้ว่า การบำบัดแบบ "ฮูปโปโนโปโน"นั้นที่แท้ก็หมายถึงการรักตัวเองนั่นเอง ถ้าคุณต้องการปรับปรุงหรือแก้ไขชีวิตของตัวเอง คุณก็ต้องเยียวยาตัวเอง และถ้าคุณต้องการรักษาใครก็ตาม แม้แต่ผู้ป่วยอาชญากรโรคจิต คุณก็ต้องรักษาเขาด้วยการเยียวยาตัวคุณเองก่อนเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ผมถามหมอเลนต่อว่า เขาเริ่มต้นเยียวยาตัวเองอย่างไร และเขาทำอะไรบ้างในขณะที่เขากำลังตรวจดูแฟ้มคนไข้เหล่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ผมเพียงแค่พูดว่า &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ผมขอโทษ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; และ &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ผมรักคุณ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; ซ้ำหลาย ๆครั้ง” หมอเลนกล่าว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;เท่านั้นเองหรือครับ ?&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ครับ เท่านั้นเอง”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;การกลับมารักตัวเองคือวิธีที่ดีและได้ผลที่สุดในการเยียวยา เมื่อใดที่คุณเยียวยาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณก็ได้เปลี่ยนแปลงและเยียวยาโลกด้วย ผมจะเล่าตัวอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ที่เจอกับตัวเองเกี่ยวกับผลของกระบวนการบำบัดนี้ได้วันหนึ่ง ผมได้รับอีเมล์ที่ทำให้ผมอารมณ์เสียมาก นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงจะโต้ตอบกลับไปด้วยความโกรธ หรือไม่ก็พยายามถามหาเหตุผลกับคนที่ส่งเมล์หยาบคายนั้นมาให้ผม แต่ครั้งนี้ผมตัดสินใจทดลองวิธีการของหมอเลนดู ผมพูดกับตัวเองเงียบ ๆ ว่า “ผมขอโทษ” และ “ผมรักคุณ” ผมไม่ได้พูดกับใครเป็นเฉพาะเจาะจง ผมเพียงแค่ปลุกวิญญาณแห่งความรักขึ้นมาเยียวยาตัวเอง ซึ่งตัวผมเองนี่แหละที่มีส่วนในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ไม่ถึงชั่วโมง ผมก็ได้รับอีเมล์อีกฉบับจากบุคคลคนเดิม เขาเขียนมาขอโทษสำหรับข้อความหยาบคายที่ส่งมาก่อนหน้านี้ คุณอย่าลืมว่าผมไม่ได้ปฏิบัติอะไรด้านนอกเพื่อให้เกิดการขอโทษนั้นเลยนะ ไม่ได้แม้แต่เขียนข้อความกลับไปหาเขา ผมเพียงแค่เพ่งมองเข้าไปด้านในและพูดกับตัวเองว่า “ผมรักคุณ” เท่านั้นผมก็ได้เยียวยาอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในตัวเอง ที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุต่อการกระทำของเขาด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ผมถามหมอเลนว่า “หนังสือที่วางขายและผลตอบรับจากข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างครับ ? ”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“มันไม่ได้อยู่ที่ข้างนอก มันอยู่ในตัวคุณ” คำตอบของหมอเลนทำให้จิตใจของผมกระทบกับปัญญาอันลึกซึ้งของเขาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยคำพูดสั้น ๆ ว่า&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; “มันไม่ได้อยู่ข้างนอก”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอาจจะต้องอ่านหนังสือของหมอเลนทั้งเล่มเพื่อให้เข้าใจเทคนิคบำบัดแบบฮูปโปโนโปโนทั้งหมดอย่างลึกซึ่ง  แต่มันก็เพียงพอที่ผมจะพูดสั้น ๆ ว่า เมื่อไรที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรก็ตามในชีวิตของคุณ มันมีเพียงตำแหน่งเดียวที่คุณต้องเฝ้ามอง นั่นคือ &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ภายในตัวคุณเอง”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; และ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ในขณะที่คุณเฝ้ามอง ให้มองด้วย&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;"ความรัก"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#c0c0c0;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;............&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คำพูดของดร.เลน :&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ถ้าคุณต้องการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม ให้กลับมาจัดการที่ตัวเอง”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ฮูปโปโนโปโน นั้นเรียบง่ายมาก ภูมิปัญญาโบราณของชาวฮาวายบอกว่า ทุกปัญหาล้วนเริ่มต้นมาจากความคิด แต่ตัวความคิดเองไม่ใช่ปัญหา แล้วอะไรเล่าคือตัวปัญหา &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ปัญหา”ก็คือ ความคิดทั้งหมดของเราที่ดูดซับเอาความทรงจำที่เจ็บปวด ความจำเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ และความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆลำพังการใช้สติปัญญาไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะว่าความฉลาดทำงานได้แค่ระดับการจัดการ และการจัดการไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา คุณต้องปล่อยให้ความคิดในการพยายามจัดการนั้นผ่านเลยไป &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นขณะที่คุณทำฮูปโปโนโปโน คือการเปิดโอกาสให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ปลดปล่อยและชำระล้างความทรงจำและความคิดที่เจ็บปวด คุณไม่ได้ชำระล้างบุคคล สถานที่หรือเหตุการณ์ แต่คุณกำลังถอนพิษของพลังงานที่คุณมีส่วนร่วมก่อกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์เหล่านั้น ดังนั้นขั้นตอนแรกทีสุดของฮูปโปโนโปโน คือการชำระพลังงานเหล่านั้นให้บริสุทธิ์ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;จากนั้นความมหัศจรรย์บางอย่างจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานลบเหล่านั้นจะได้ถูกชำระล้างเท่านั้น แต่มันยังได้รับการปลดปล่อยเพื่อไปสู่สิ่งใหม่อีกด้วย พระพุทธเจ้าเรียกสภาวะนี้ว่า“ความว่าง” ขั้นตอนสุดท้ายของฮูปโปโนโปโน คือการยินยอมให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเติมเต็มความว่างนั้นด้วยแสงสว่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;การปฏิบัติฮูปโปโนโปโนนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียง&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“การเฝ้าสังเกต”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ทุกปัญหาที่คุณประสบไม่ว่าจะทางกายภาพ ทางความคิด หรือทางอารมณ์ ในขณะที่คุณเฝ้าสังเกตอยู่นั้น ความรับผิดชอบที่แท้จริงของคุณคือการชำระล้างพลังงานเหล่านั้น ด้วยการพูดซ้ำ ๆ ว่า &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“ฉันขอโทษ โปรดยกโทษให้ฉันด้วย”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="http://hooponopono.org/Articles/self_i-dentity.html" href="http://hooponopono.org/Articles/self_i-dentity.html"&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;http://hooponopono.org/Articles/self_i-dentity.html&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cccccc;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;.....................................&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-115932659236937788?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/115932659236937788'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/115932659236937788'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2006/09/hooponopono_26.html' title='Hooponopono : บำบัดธรรมดาที่ไม่ธรรมดา'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-115925271679658836</id><published>2006-09-25T23:26:00.000-07:00</published><updated>2011-04-13T22:22:20.129-07:00</updated><title type='text'>ยินเสียงมนัสได้ด้วยลมหายใจ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/442/934/1600/listen%20heart.0.jpg"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;img alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/442/934/400/listen%20heart.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;จดหมายชุมชนฉบับนี้  ขออาศัยบรรยากาศปีใหม่จีน&lt;br /&gt;คัดลอกคัมภีร์จีน พร้อมทั้ง(ฝึก)แปลและตีความมาให้เพื่อน ๆ อ่าน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;บทนี้คัดมาจากเทศนาธรรมของจีน  ชื่อแปลตามตัวอักษรว่า&lt;br /&gt;เทีย(ฟัง,ได้ยิน) ซิง(ใจ) แจ(ศีล,ธรรม) แขะ(ผู้มาเยือน)  มึ่ง(คำถาม)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;..นี่เทียบเสียงแต้จิ๋ว..&lt;br /&gt;เสียงจีนกลาง อ่านว่า ทิงซินไจเค่อเวิ่น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;ลองแปลเป็นไทย : "ปุจฉาธรรมกับผู้มาเยือน เรื่องยินเสียงมนัส"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นท่อนที่เปรียบเทียบการหายใจของคนเราว่าเหมือนกับชี่ของฟ้าและชี่ของดิน&lt;br /&gt;ขณะที่เราหายใจเข้า เราดึงชี่เข้าด้านใน&lt;br /&gt;ลมหายใจเข้าเปรียบเหมือนชี่สวรรค์หรือชี่ฟ้าที่เคลื่อนลงต่ำ&lt;br /&gt;และเมื่อเราหายใจออก ลมหายใจออกเปรียบเหมือนชี่ของดินที่ลอยขึ้นบน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปมามนุษย์เราก็คือจักรวาลน้อย  ผู้อยู่ระหว่างฟ้ากับดิน&lt;br /&gt;ผู้ดำรงอยู่ด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก&lt;br /&gt;ฟ้ากับดิน  ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก&lt;br /&gt;ย่อมปราศจากช่องว่างที่แยกขาด&lt;br /&gt;มีแต่ความไหลเลื่อนต่อเนื่องดำเนินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น หากต้องการบูชาสวรรค์ จงใส่ใจพิจารณาลมหายใจเข้า&lt;br /&gt;หากต้องการกราบไหว้ดิน  จงใส่ใจพิจารณาลมหายใจออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อลมหายใจเป็นหนึ่ง  สวรรค์และดินย่อมเป็นหนึ่ง&lt;br /&gt;เมื่อนั้น เราผู้อยู่ระหว่างฟ้าและดิน  จึงย่อมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลทั้งหมด.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คัมภีร์นี้กล่าวว่า ลมหายใจเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถฟังเสียงของจิตได้ชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;............................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคน หยู่อี่ หยู่อี่&lt;br /&gt;ครูส้ม (สมพร แซ่อึ้ง)&lt;br /&gt;๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘&lt;br /&gt;เชียงราย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-115925271679658836?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/115925271679658836'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/115925271679658836'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='ยินเสียงมนัสได้ด้วยลมหายใจ'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-115674975826339958</id><published>2006-08-28T00:12:00.000-07:00</published><updated>2011-04-14T10:09:01.487-07:00</updated><title type='text'>ประชุมแบบ Unlearn : ได้แบบไม่ได้</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;บทความเรื่อง &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;"ประชุมแบบ Unlearn :ได้แบบไม่ได้"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;แม่ส้ม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;24 มีนาคม 2548&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความท้าทายในการทำงานทุกวันนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จหรือความร่ำรวย ของคนใดคนหนึ่งในระดับปัจเจก แต่น่าจะเป็นความสำเร็จของกลุ่มซึ่งสามารถขยายออกไปเป็นความสำเร็จของสังคมได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ที่จังหวัดเชียงรายมีผู้ปกครองจากหลายอาชีพมารวมตัวกันกลุ่มหนึ่ง ก่อตั้งโรงเรียนทางเลือกขึ้นมา ชื่อว่า "โรงเรียนปิติศึกษา(เชียงรายมอนเตสซอรี่)" สำหรับผู้เขียนแล้ว การจัดการศึกษาทางเลือกไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่น่าตื่นเต้นพอที่อยากจะพูดถึงในที่นี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือบรรยากาศการประชุมของคณะกรรมการโรงเรียน ซึ่งได้นำเอาการสนทนาอย่างสร้างสรรค์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุม ดูเผิน ๆ อาจจะเหมือนว่าไม่มีสาระและวาระการประชุมที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม แต่ในระดับความสัมพันธ์เชิงลึก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการทำงานร่วมกัน กลับได้ผลมากกว่าที่คิด เพราะทำให้เกิดความเข้าใจกันและไว้วางใจกันมากขึ้น ทำให้ทำงานง่ายขึ้น สบายใจขึ้น สนุกและมีความสุขขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ต่างคนต่างมาจากคนละสายอาชีพด้วยแล้ว การประชุมแบบนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ผู้เขียนในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง อดที่จะนำมาเผยแพร่ไม่ได้ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้างออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นขอแนะนำคณะกรรมการโรงเรียนปิติศึกษาที่เข้าร่วมสนทนาแบบอันเลิร์นในครั้งนี้ (24 มีนาคม 2548) ประกอบด้วย คุณพัฒนา สิทธิสมบัติ (ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงรายคนปัจจุบัน) พญ.สุษมา อุปรา (หมอบุ๋ย - ประธานมูลนิธิปิติศึกษา) คุณอนันต์ เหล่าธรรมทัศน์ (เจ้าของธุรกิจและผู้ปกครอง) คุณสมพร พึ่งอุดม (แม่ส้ม – นักการศึกษา,นักเขียน) คุณปิยนุช ชัชวรัตน์ (ครูอ้อย - ประธานชมรมออทิสทิกเชียงรายและผู้จัดการโรงเรียนปิติศึกษา) และคุณชมพู (เจ้าของธุรกิจจักรยาน Fat Free)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : สืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว หมอบุ๋ยอ้างถึงประโยคลือลั่นของอัลวิน ทอฟเลอร์ ที่ว่า “The illiterate of the 21st century will not be those who cannot read and write, but those who cannot learn, unlearn, and relearn.” ทำให้อยากเปิดการประชุมวันนี้ด้วยการชวนทุกคนมาร่วมกันสืบค้นการทำงานแบบ Unlearn กันดีไหมคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : อันเลิร์น คงไม่ได้แปลว่า“ไม่เรียน”นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : น่าจะแปลว่า“ถอดถอนหรือรื้อถอน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับ“การรับรู้”ซินะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : นึกถึงอีกหลายคำ เช่น “สลัด ลอกทิ้ง ปล่อยวาง“&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : unlearn ศัพท์คำนี้มีในพจนานุกรมไหม จะมาจากศัพท์ unroot หรือ root out หรือเปล่า แบบแปลว่า “ถอนรากถอนโคน” เช่นถ้ารู้ว่าอะไรที่เรียนมา แล้วมันไม่ถูกต้องหรือใช้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องขุดถอนรากถอนโคนความรู้ชุดนั้นออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้าอันเลิร์น คือการลอกความรู้ชุดเก่าทิ้งไป แล้วความรู้เก่าที่ยังใช้ได้อยู่ละคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ผมเห็นว่าการถอดความรู้ชุดเก่าออก มี ๒ ระดับ คือ&lt;br /&gt;1. ระดับปัจเจก - แต่ละคน unlearn ในวิถีทางของตัวเอง ไม่มีผิด ไม่มีถูก เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล การเปลี่ยนแปลงก็อยู่ในตัวของคน ๆ นั้นเอง&lt;br /&gt;2. ระดับกลุ่ม – คงต้อง unlearn ในเรื่องที่ทุกคนในกลุ่มเห็นพ้องต้องกัน ถึงต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อย ๆ แบบการใช้วงจร SECI จึงจะเป็นกลุ่มคุณภาพที่สามารถขยายองค์ความรู้ให้กว้างออกไป จากกลุ่มสู่ชุมชน จากชุมชนสู่ระดับเมืองและประเทศ อันเลิร์น จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : การอันเลิร์น คงไม่ได้หมายความว่า เราจะถอดหรือละทิ้งความรู้ชุดเก่าทั้งหมดตลอดเวลา แต่น่าจะเป็นการถอดวางความรู้เก่าบางชุด ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ณ เวลาใด เวลาหนึ่งมากกว่านะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ใช่แล้ว คงไม่ได้อันเลิร์นตลอดเวลา น่าจะเป็นการใช้กระบวนการอันเลิร์นในช่วงเวลาที่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เหมือนแก้วที่มีน้ำเต็มแก้ว ก็เติมน้ำใหม่ไม่ได้ ต้องเทน้ำเก่าออกไปก่อน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ผมมองว่าอันเลิร์น เป็นเครื่องมือใหม่ในการจัดการกับความรู้ แต่ทั้งนี้จะอันเลิร์นได้ ต้องมี“สติ”และ“การระลึกได้”ด้วย ต้องสร้างกลุ่มแลกเปลี่ยน ตัวอันเลิร์นเองไม่ใช่เป็น“เป้าหมาย”แต่มันเป็น“กระบวนการ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : อืม เห็นด้วยค่ะว่าอันเลิร์นเป็น “ระหว่างทาง”ไม่ใช่“ปลายทาง” นี่ทำให้คิดโยงไปถึงเรื่อง COP (Community of Practice) หรือ“ชุนชนนักปฏิบัติการ” ว่าความสำคัญในการสร้างกลุ่มเรียนรู้ นอกจากทำกลุ่มของตัวเองให้มีนิสัยเอาความรู้ไปปฏิบัติจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่คิดหรือมาถกกันทางความคิดเท่านั้น แล้วยังต้องสร้างสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกลุ่มชุมชนอื่นด้วย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเป็นลูกโซ่ ทั้งกับกลุ่มใกล้และไกล ทำให้ “วงจรความรู้”มีการต่อยอด แปลงกาย สลับร่าง และย้อนกลับมาอีกเป็นพลวัต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เรื่องความไม่สามารถจะอันเลิร์นได้นี่สิครับ เป็นอุปสรรคหนึ่งของการเชื่อมโยงกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ หรือ COP เพราะมันมีความรู้บางชุดที่เป็นกรอบ เป็นกำแพง ทำให้คนเราติดยึด มีอัตตา ใจแคบ และปิดกั้นตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : แล้วเราควรจะอันเลิร์นความรู้ชุดไหนบ้างละคะ ความรู้ด้านวิชาการ หรือความรู้ในการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เอ..คงแยกไม่ได้กระมัง ระหว่างความรู้ทางวิชาการหรืออาชีพ กับความรู้เรื่องชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : นั่นสิ เมื่อก่อนตอนอายุยังน้อย เราก็มีชุดคิดอันหนึ่ง มองโลกมุมหนึ่ง แต่พออายุมากขึ้น มุมมองก็เปลี่ยนไป ชุดความรู้ที่ก่อให้เกิดทัศนคติในการมองโลกมองชีวิตมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ค่ะ การประชุมกันอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นการปรับมุมมองชีวิตด้วยทางหนึ่ง ไม่มีวาระการประชุม ไม่มีแบบแผน ไม่มีการสรุป ไม่มีการตัดสินความคิดของกันและกัน นับว่าท้าทายต่อความเคยชินในการประชุมแบบเก่าอยู่เหมือนกันนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : แต่ผมคิดว่าการประชุมแบบนี้ ได้งานมากกว่าการประชุมตามแบบแผนนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ดิฉันว่าการประชุมแบบนี้รู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นกว่าการประชุมอย่างเป็นทางการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ในฐานะที่ครูอ้อยทำงานบริหารโรงเรียน อยากถามว่าการประชุมไร้วาระแบบนี้จำเป็นมากน้อยแค่ไหนคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : คิดว่าจำเป็นมากนะคะ เพราะได้แชร์ความคิดและความรู้สึกกันจริง ๆ การมีเพื่อนร่วมรับรู้ แม้จะไม่ได้เข้ามาช่วยในเนื้องานตามหน้าที่ แต่ก็ทำให้อบอุ่น รู้สึกปลอดภัย และมีกำลังใจมากขึ้นค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ดูเหมือนพวกเรายังไม่เคยคุยกันเรื่อง core value ของการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเลยใช่ไหม น่าจะคุยเรื่องนี้กันสักวันเพื่อหา”หลัก”ร่วมกันนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เหมือน“หลัก”การบินของนก 3 ข้อใช่ไหม คือ 1.) ระวังไม่ให้ชนกัน 2.)รักษาความเร็วให้เท่ากับตัวอื่น และ 3.)พยายามเกาะกลุ่มกันไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้าอย่างนั้นลองมาดูกันดีไหมว่า “สาเหตุของการบินชนกัน เกิดจากอะไรบ้าง ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ผมว่าเกิดจาก&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;“การสื่อสาร”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;นะครับ การสื่อสารนี่ไม่ใช่แค่ communicate กันแล้วจบ แต่ปัญหามักจะเกิดจากการ”สื่อผิด”หรือ "สื่อไม่เป็น" ฝ่ายคนรับก็รับผิดๆ หรือฟังไม่เป็น ตีความผิด มันก็เลยนำไปสู่ “ความเข้าใจผิด”และ”ปัญหา”ไม่รู้จบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : อาการอะไรบ้างคะ ที่เป็นสัญญาณบอกว่า ในทีมเริ่มมีการชนกันแล้ว หรือเริ่มสื่อสารกันผิดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ที่เห็นชัดที่สุดคือ อาการ”เกี่ยง”ว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่รับรู้ ไม่ให้ความร่วมมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : “เฉ่ย” ด้วยหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : อะไรคือ”เฉ่ย”น่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : คำพื้นเมืองทางเหนือออกเสียง“เฉื่อย”ว่า”เฉ่ย”ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : อ้อ ..ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการเกี่ยง อิกนอร์ และเฉ่ย มาจากไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : สาเหตุแรกคือ คนในองค์กรขาดโอกาสที่จะแชร์ความรู้สึกกัน ไม่ได้สื่อสารกันในเชิงลึก ทำให้ขาด”ใจ” คนเราส่วนมากทำงานได้ดีเพราะมี“ใจ”ให้กันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เหมือนนกที่ต้องเกาะกลุ่มกันเดินทางไกล คงต้องส่งสัญญาณสื่อสารกันตลอดเวลากระมัง เอ….แล้วถ้านกที่เป็นจ่าฝูงเกิดเหนื่อยขึ้นมา มีนกตัวอื่นมาสลับสับเปลี่ยนหรือเปล่านะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : มีครับ ถ้าใครชอบดูสารคดีชีวิตสัตว์จะรู้ว่า ฝูงนกนี่เวลาบิน เขาจะมีการจัดระเบียบ จัดแบ่งหน้าที่ และวางตำแหน่งการบินกันอย่างดีนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณชมพู&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เหมือนขบวนจักรยานเสือภูเขาเลยค่ะ ต้องรักษาความเร็ว และตำแหน่งให้ดี ไม่ให้ชนกันหรือเกี่ยวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : นกแต่ละตัว มันรู้หน้าที่ของมันได้ยังไง นกที่อยู่หัวขบวน กับนกที่อยู่ปีกซ้ายและปีกขวา คงต้องออกแรงมากกว่านกตัวที่อยู่ตรงกลางนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณชมพู&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ในขบวนเสือภูเขา จักรยานคันแรกจะช่วยลดแรงต้านให้กับคันหลัง ๆ ถ้ารักษาระดับให้ดี ๆ คนที่อยู่ข้างหลังจะไม่เหนื่อยเลย ถีบไปสบาย ๆ มันจะมีแรงดูดไปตามขบวนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ขอทบทวนความรู้เก่าหน่อยนะค่ะ แรงที่คุณชมพูพูดถึงนี่เรียกว่า “กำทอน” ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : หมายความว่า ในทีมหนึ่ง นอกจากการแชร์ความรู้ แชร์ความรู้สึกแล้ว ยังต้องมาแชร์ศักยภาพกันด้วย ใช่หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : นั่นสิครับ เส้นทางบินของนกบางกลุ่มนี่ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย บินกันทีหลายพันกิโลเมตร ถ้าไม่แบ่งหน้าที่กันให้ดี คงไม่ไม่ถึงที่หมาย นกแต่ละตัวจึงต้องรู้“ศักยภาพ”ของตนเอง และกลุ่มก็ต้องรู้ “ศักยภาพ”ของกันและกันด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถือว่าต้องมี”การรับรู้”ร่วมกัน เพื่อไปทิศทางเดียวกันให้ถึงเป้าหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้านกตัวหนึ่งอยากไปทางซ้าย อีกตัวอยากไปทางขวา กลุ่มคงวุ่นวายพิลึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : นึกถึง“ความสามัคคี”นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : การเรียนรู้“กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติการ”(COP)แบบนี้ ผมว่าจะช่วยทำให้คนเรามีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ทำให้อยากช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และอาทรห่วงใยกัน จากภายในกลุ่มขยายออกไปนอกกลุ่ม ถ้ายิ่งขยายออกเป็นวงกว้างเหมือนระลอกคลื่นได้นี่ยิ่งดีนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : พอจะจับประเด็นได้แล้วว่า ถ้าแชร์&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;”ความรู้สึก”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;กันก็จะไม่ชนกัน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;เมื่อแชร์&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;”ความรู้”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;กันก็จะบินตามกันทัน และเมื่อแชร์&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;”ศักยภาพ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;กันก็จะทำให้เกิดพลังกลุ่มหรือแรง”กำทอน”ขึ้นมา แต่เอ๊ะ...แล้วถ้ามีนกตัวใดตัวหนึ่งเกิดป่วยขึ้นมา กลุ่มจะทำยังไง จะทิ้งนกป่วยตัวนั้นไว้ หรือจะหยุดพักเพื่อรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เมื่อมีนกตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติขึ้นมา นกทั้งหมดจะจัดรูปขบวนใหม่ เคยเห็นไหมคะ เวลานกบินกันเป็นฝูง มันจะจัดขบวนใหม่เป็นระยะ นกป่วยสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเข้าไปอยู่ตรงกลาง ซึ่งจะมีแรงพยุงจากนกตัวอื่น ทำให้นกป่วยไม่ต้องออกแรงมาก และจะไม่มีการกำจัดกันทิ้งด้วยนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าหากเรายึดค่านิยมแบบพลังนก เราก็จะไม่ทิ้งหรือกำจัดเพื่อนที่ป่วย ใช่ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้าป่วยหลายตัวล่ะ จะหยุดพักก่อน หรือชลอความเร็วไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ขอนอกเรื่องนิดนะคะ เกิดสงสัยขึ้นมาว่าฝูงนกนี่มันทะเลาะกันบ้างหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถามคุณชมพูดีกว่า ถ้าจักรยานคันหนึ่งไปเกี่ยวถูกอีกคัน จะเกิดอะไรขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณชมพู&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ล้มทั้งขบวน เหมือนโดมิโน่เลยละค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ทีนี้ถามครูอ้อยบ้าง ในการทำงานจริงที่โรงเรียน เมื่อเกิดมีการเกี่ยวโดนหรือชนกันขึ้นมา โกรธกัน ทะเลาะกันหรือเปล่าคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ส่วนตัวจะไม่โกรธคนที่มาชนนะ แต่มักโทษตัวเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกว่าเรา“เป็นทีม”กันขนาดไหน ความเป็นทีมก็อย่างที่บอก คือต่างคนต่างต้องรู้สึกว่ามีคนร่วมแชร์ความคิด แชร์ความรับผิดชอบ แชร์ความปลอดภัย แม้จะไม่ได้แชร์เนื้องาน เพราะงานมันเป็นหน้าที่ของใครของมันอยู่แล้ว แต่ถ้ามีการแชร์การรับรู้กันบ่อย ๆ ทุกคนก็ทำด้วยใจทั้งนั้น ไม่ได้ทำเพียงแค่ตามหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ถ้าอย่างนั้น เรายอมรับได้ไหมว่า คนเก่งหรือไม่เก่ง เมื่อมาอยู่กันเป็นทีมแล้ว ทุกคนสำคัญเท่ากันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ใช่ค่ะ ทุกคนเป็นฉากสะท้อนให้คนอื่นเสมอ เช่นสีดำทำให้สีขาวสว่างขึ้น คนไม่เก่งเป็นฉากหลังทำให้คนเก่งดูเก่งยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริง คนแต่ละคนมีความสามารถต่างกัน คนเก่งถ้าไปทำงานผิดตำแหน่ง ก็อาจกลายเป็นคนไม่เก่งไปได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณอนันต์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ผมคิดว่าหนทางที่ต้องบินมันยังอีกไกล เป้าหมายก็ไกล นกทั้งฝูงต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของหมู่คณะด้วย อีกทั้งทรัพยากรก็มีจำกัด จึงต้องรักษาดูแลกันและกันให้ดีตลอดเส้นทาง ถ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดไม่ทำตามหน้าที่ของตนให้เต็มที่ ก็อาจจะตายกันทั้งฝูงได้เหมือนกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;แม่ส้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : เหมือนทั้งหมดมี”วิญญาณดวงเดียวกัน”ใช่ไหมคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณพัฒนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ผมขอเรียกว่าเป็น”จุดมุ่งหมายหมู่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คุณชมพู&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : คิดว่าต้อง”ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม”ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หมอบุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : นึกถึง”คลื่นพลัง” เป็นคลื่นที่มองไม่เห็น แต่มีพลังมหาศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ครูอ้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : ยังย้ำว่า”นกทุกตัว”สำคัญหมดค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;……………&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;บันทึกท้ายการประชุมไร้วาระ&lt;br /&gt;Webster - &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;Unlearn&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; : to put out of one's knowledge or memory / to undo the effect of / discard the habit of&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..........&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-115674975826339958?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/115674975826339958'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/115674975826339958'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2006/08/unlearn.html' title='ประชุมแบบ Unlearn : ได้แบบไม่ได้'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11573635.post-111133638254665044</id><published>2005-03-20T08:31:00.000-08:00</published><updated>2010-06-25T22:28:32.618-07:00</updated><title type='text'>KM &amp; กรรมกรปิติศึกษา ๑๓ มีค ๔๘</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;หลังจากการประชุม (หรือควรตั้งชื่ออื่นแทนคำว่า "ประชุม" เอาว่า "สุมหัว" ไปพลางก่อนก็แล้วกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นใหม่..&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;หลังจากการสุมหัวกันของคณะกรรมกรโรงเรียนและมูลนิธิปิติศึกษา ที่บ้านคุณพัฒนา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ มีนาคม ๔๘ ทำให้มีเศษกระดาษติดกระเป๋ากลับบ้านมา ๑ แผ่น เช้านี้คลี่ออกดู ตกใจนึกว่าเป็นใบทวงค่าเทอมของใบคา แต่บังเอิญไม่ใช่ กลับกลายเป็น Explicit Knowledge ใบหนึ่งที่คุณบุ๋ยทำสำเนามาแจก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;เอาละ ! ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ทำหน้าที่เลขามูลนิธิปิติศึกษา ด้วยการเอามะพร้าวห้าวมาขายก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาน่า ! (ไม่ใช่ เอาหน้า) บางอย่างบางคนรู้แล้ว บางอย่างบางคนยังไม่รู้ บางอย่างเรารู้ บางอย่างเราไม่รู้ บางอย่างแกล้งรู้ บางอย่างก็แกล้งไม่รู้(ซะบ้าง) ดังนั้นเพื่อให้ความฝันของ "ปิติศึกษา-ชุมชนแห่งการเรียนรู้" ไปถึงฝั่ง วันนี้จึงมาแลกเปลี่ยนเรื่อง KM นิดหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;KM หรือ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;Knowledge Management&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังที่ได้ทราบกันมาแล้ว ในวงการ KM แบ่งความรู้เป็น ๒ ชนิด คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;๑ . Tacit Knowledge&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; คือ ความรู้เฉพาะบุคคล อันประกอบด้วย ทักษะ ประสบการณ์ โดยทั้งนี้ขึ้นกับความเชื่อและการมองโลกของคน ๆ นั้น แถมยังมีใครไม่รู้ เปรียบเทียบว่า Tacit Knowledge เป็นหยิน คือเป็นด้านเงียบ อยู่ข้างใน อยู่ลึกลงไป มองไม่เห็น จับต้องได้ยาก วัดประเมินยาก เป็นนามธรรม แต่... แต่มันมีอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;๒ . Explicit Knowledge&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; คือ ความรู้ที่สามารถเอาออกมา กลั่นออกมา เขียนออกมา แสดงออกมา คนอื่นรับรู้และเข้าถึงได้ง่าย เช่นความรู้จากการสอน การบรรยาย แผน คู่มือ ระเบียบ หนังสือ ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น(ต้นอะไร คงไม่ใช่มะพร้าวนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้านี้อยากโม้เรื่อง "วงจร SECI" &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;(ขอเรียกว่า วัฏจักรเซกกี้ ) &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;วงจรเซกกี้ หรือ SECI model นี้ น่าสนใจ เพราะลักษณะการประชุม เอ๊ย สุมหัวของคณะกรรมกรปิติศึกษา หลัง ๆ ที่รู้สึกว่า "หนุก" และไม่(ค่อย)เหนื่อยแม้จะนั่งกันที ๕-๖ ชั่วโมงก้นแทบแบน คงเพราะว่ามีวงจรเซกกี้เกิดขึ้น (กระมัง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วงจรเซกกี้ หรือ SECI model นี้ Ikujiro Nonaka จาก ม. Hitotsubashi เป็นคนพัฒนาขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;S &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ตัวแรก คือ Socialization&lt;br /&gt;E คือ Externalization&lt;br /&gt;C &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คือ Combination&lt;br /&gt;I คือ Internalization&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ขอตีความแบบเปรี้ยว ๆ (สมชื่อ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑ . Socialization ตัว S นี้ เราขอเรียกว่า&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; "ส - สนทนาวิสาสะ"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สนทนา" คือ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;พูดกัน คุยกัน หาลือกัน&lt;br /&gt;"วิสาสะ"คือ สร้างความคุ้นเคย เพิ่มความสนิทสนม และเป็นกันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยาการของ "ส-สนทนาวิสาสะ" จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน Tacit Knowledge ของคนในองค์กรอย่างเป็นธรรมชาติ โดยทั่วไปเมื่อคนเรามาเม้าท์กัน มันก็ย่อมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอยู่แล้ว แต่ข่าวสารนั้นจะมีประโยชน์ในระดับบุคคล และระดับชุมชนหรือเปล่า นี่เราคงได้เม้าท์กันในการสุมหัวครั้งต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวที่ ๒ ตัว "E" Externalization ตัวนี้แปลเป็นไทยว่าอะไรดี &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;"อ -เอาออกมา"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; ดีไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อ-เอาออกมา" เอาอะไรออกมา ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่คนในชุมชนมีการสนทนาวิสาสะกัน ต่างได้แลกเปลี่ยน Tacit Knowledge ของกันและกันแล้ว แต่ความรู้ที่ต่างฝ่ายต่างให้และรับ ก็ยังคงเป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละคน ทีนี้จะทำอย่างไรให้คนอื่น ๆ ได้ประโยชน์จากความรู้นั้นบ้าง นี่ละมาถึง กระบวนการ "อ.เอาออกมา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตเห็นว่าคุณบุ๋ย (ประธาน) ชวนใครมาสุมหัวทีไร เธอจะต้องมีกระดานและกระดาษอยู่ข้างกายเสมอ ที่คุณบุ๋ยทำนั้นคือการดึงเอา Tacit Knowledge ของกรรมกรทุกคนที่เข้าสุมหัวออกมา เอาสิ่งที่เป็นความรู้-ความคิด-ตลอดจนความรู้สึกของแต่ละคน ซึ่งเป็นนามธรรม เขียนลงไปบนกระดาน เรียบเรียงให้เป็นระบบ กลั่นออกมาเป็นแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการ "อ.Externalization เอาออกมา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวที่ ๓ C. Combination อืม..นึกออกละ ใช้คำว่า &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;"ค-ควบ"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; ก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;"ค.ควบ" คำว่า "ควบ" แปลว่า รวมเข้าด้วยกัน (อย่าไปแปลว่า ควบแบบควบม้าเชียว) &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;C-ควบ ควบอะไร ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชุมชนหนึ่ง ย่อมมีวงสุมหัว และวงเม้าท์หลายวง เอาเถอะ ! ไม่ว่ากัน จะสุมหัวหรือจะเม้าท์แตกเรื่องส่วนตัว ก็ถือว่ามีการแลกเปลี่ยน-ถ่ายโอนและเรียนรู้ความรู้แบบแทซิทกันอยู่แล้ว แต่อีทีนี้ ความรู้เหล่านั้นมีหลายกลุ่ม หลายหมวด หลายประเภท กระจัดกระจายกระเจิงกันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้นำชุมชนจึงทำหน้าที่ "ควบ" &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;คือรวมเอาความรู้ที่ผ่านกระบวนการ "Externalization หรือ เอาออกมา" แต่ยังกระจายอยู่เหล่านั้น มาควบ-มารวม-มายำ เพื่อจะได้เกิดเป็น "ความรู้อีกชุด" ชื่อเก๋ ๆ(หรือโหลๆก็ไม่รู้)ว่า "นวัตกรรมความรู้ของชุมชน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวที่ ๔ I.Internalization กระบวนการนี้ขอเรียกอย่างไทย ๆ ว่า&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt; "อ.อัตตะ"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;เมื่อชุมชนได้ช่วยกันสร้างความรู้ขึ้นมาชุดแล้วชุดเล่า เขียนคู่มือออกมาเล่มแล้วเล่มเล่า มีแผนยุทธศาสตร์แผ่นแล้วแผ่นเล่า แต่หากว่าคนในชุมชนไม่มีใครอิน ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นกระบวนการนี้ จึงหมายถึงการแปลงข้อความตัวอักษรให้เป็นทักษะประสบการณ์ เป็นการเอาความรู้ข้างนอกไปทดลองใช้จนกลายเป็นความรู้ของอัตตะ(ของตน ของตัวเอง)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ใช้ไปใช้มาจะกลายเป็น "อัตตา" หรือเปล่านั่นก็เป็นอีกโจทย์หนึ่ง แต่ไม่หรอก จะไม่เป็น "อัตตา"แน่ ถ้าหากว่าเราไม่จบกระบวนลงเพียงเท่านี้ อย่างที่บอกแล้วว่า Model นี้เป็นวงจร ดังนั้น หลังจาก Internalization เป็นอัตตศึกษาแล้ว ซึ่งหมายความว่าได้เกิด Tacit Knowledge ใหม่ภายในตัวเราอีก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ชุดแล้วใช่ไหม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);font-family:courier new;font-size:100%;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;ทีนี้ก็ต้องกลับไปเริ่มต้น S.สนทนาวิสาสะ ต่อด้วย E.เอาออกมา จากนั้น C.ควบ แล้ววนมา I.อัตตะ อีกรอบ และต่อไปอีกหลาย ๆ รอบ หากทำงานกันโดยเคลื่อนไปตามวงจรนี้ได้อย่างเสม่ำเสมอ ชุมชนโรงเรียนก็จะเป็นโรงเรียนที่แท้จริง โรงเรียนจะไม่ใช่แค่ห้องเรียนสอนแต่เด็ก แต่โรงเรียนจะกลายเป็นห้องเรียนของพ่อแม่ ห้องเรียนของครู และห้องเรียนของทุกคนในชุมชนขยายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โม้มาเสียคอแห้ง สรุปว่า วันนี้ตัวอิฉันได้ออกกำลังหัวด้วยการแปลวงจรเซกกี้ (SECI) ให้เป็นชื่อไทยว่า วงจร :ส-อ-ค-อ (สอ-คอ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลงชื่อผู้โม้ : แม่ส้ม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 102, 102);font-family:courier new;font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11573635-111133638254665044?l=kroosom-community.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/111133638254665044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11573635/posts/default/111133638254665044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kroosom-community.blogspot.com/2005/03/km.html' title='KM &amp; กรรมกรปิติศึกษา ๑๓ มีค ๔๘'/><author><name>สมพร ครูกส์ (ครูส้ม-แม่ส้ม)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10332778526645659519</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_vv4TMreBwsI/SvGnQ3NZ53I/AAAAAAAAAE8/l1h1vDyRz0w/S220/n1396561007_30108767_9154.jpg'/></author></entry></feed>
